บทความนี้เอามาจาก
http://adamy.diaryis.com/เขียนโดย อดัม
ปล. ลูกชายหม่อมเจ้าชาตรี ( คนทำ นเรศวร ไง)
งานเขียนออกแนว art มากๆ
ไม่กี่ปีก่อน
ผมเป็นคนเที่ยวกลางคืนบ้างเป็นครั้งคราว ... ตามแต่เวลามีงานใหญ่ๆ เพื่อนๆไปกันมาก
จนกระทั่งมีเหตุการ์ณหนึ่งเกิดขึ้น ... ทำให้ผมเลิกการทำอะไรต่อมิอะไรลง เลิกเที่ยวกลางคืนไปเลยเป็นเวลาหนึ่งปี
ใช้เวลาทั้งหมดที่มีในชีวิตทุ่มให้กับการทำงานส่งอาจารย์ที่มหาวิทยาลัย ทำหนังสั้น
เรียกได้ว่าไม่มีหนังสั้นเรื่องไหนในมหาลัยนั้นที่ไม่มีชื่อผมขึ้นในรายชื่อทีมงาน
รวมๆแล้วก็กว่า 100 เรื่องเห็นจะได้ครับ
เวลาทั้งกลางวันและกลางคืนของผมหมดไปกับการทำหนังสั้น ... ผมขนหมอน ผ้าห่มและโซฟาเข้าไปไว้ในห้องตัดต่อหนัง
เวลาถ่ายก็จะออกไปที่กองถ่าย ... ทำทุกอย่างที่เค้าให้ทำ ไปหาซื้อกับข้าว ถ่ายภาพนิ่ง ผู้ช่วยผู้กำกับ ผู้ช่วยช่างกล้อง ช่างตัดต่อ โปรดิวเซอร์ คอนตินิวตี้ ฯลฯ
เวลาที่ไม่ได้อยู่ที่กองถ่าย ผมจะนอนให้ห้องตัดต่อ ไม่ได้กลับบ้าน เวลามีเรียนในห้องตัดต่อผมก็จะไปนอนที่โซฟาหลังห้อง ... ปล่อยให้อาจารย์สอนไป
เวลาหิวก็ขับรถไปที่ร้านสะดวกซื้อ ซื้อของกินมาไว้ในห้องตัดต่อ
จะกลับบ้านก็แค่เวลาจะอาบน้ำหรือมีธุระที่บ้านนั่นแหล่ะครับ
เรียกได้ว่าพี่สาวที่อยู่บ้านเดียวกันแทบจะไม่เห็นหน้าผมเลยในช่วงปีนั้น
แล้ววันหนี่ง ... อาจารย์ที่สอนผมก็เรียกผมเข้าไปพบ
ชื่ออาจารย์จูดี้
อาจารย์จูดี้เป็นโปรดิวเซอร์หนังและละครหลายเรื่องครับ ตัวอ้วนๆ ผมยาวสีดอกเลาบ่งบอกว่าอายุอานามก็ห้าสิบได้แล้ว มีบุคลิกของคุณย่าและคนทำหนังในเวลาเดียวกัน ซึ่งหายากมากในโลกภาพยนตร์ซึ่งทุกคนจะดูเหมือนศิลปินหรือยาจกมากกว่าที่จะเป็นคุณย่า
อาจารย์จูดี้เรียกผมมาพบเพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับชีวิตอันตกต่ำของผม
ผม ... ซึ่งผมเผ้ายาวรุงรัง หนวดเครายาวไม่ได้โกน รอบตามีร่องลึกสีคล้ำ ดูไม่ต่างอะไรกับหมาจรจัดในคราบคน นั่งอยู่ตรงหน้าอาจารย์จูดี้
"อดัม ... อาจารย์รู้ว่าเธอชอบทำงาน หนักเอาเบาสู้ ใช้ชีวิตอยู่กับงานอย่างน่าดูชม แต่อาจารย์อยากให้เธอได้ใช้ชีวิตเหมือนวัยรุ่นบ้าง บางทีชีวิตของเธออาจจะไม่ได้อยู่ที่นี่ที่เดียว ... ยังมีโลกภายนอกที่กว้างกว่านี้อีกมากมายมหาศาล"
ผมนั่งฟังอาจารย์พูด ... ใช้ความคิดไปในเวลาเดียวกัน
"อาจารย์อยากจะขอให้เธอลองออกไปเที่ยวกลางคืนซักวันหนึ่งในสัปดาห์ ... หาเบียร์กินซักขวด ใช้ชีวิตให้เหมือนวัยรุ่นเขาทำกันดู ... เธออาจจะพบกับความสุขมากกว่าการมาหมกมุ่นกับการทำงาน และอาจจะเอาความเครียดของชีวิตเธอไปทิ้งบ้างก็ได้"
เป็นวันแรกในรอบเดือนที่ผมกลับมานอนที่บ้าน หากแต่ว่าผมนอนไม่หลับหรอกครับ
นอนคิดถึงคำพูดที่อาจารย์จูดี้พูดไว้ ...
ชีวิตผมกำลังจะนำมาทิ้งอยู่ในห้องตัดต่อ ... ไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน ... มีกล้องต่างแฟน มีตารางการถ่ายทำหนังสั้นต่างพี่น้อง มีเลือดที่เป็นซิลเวอร์ ฮาไลด์ปนเปื้อนอยู่แทบทุกอณู
ผมตัดสินใจออกไปเที่ยวในเมืองครั้งแรกในรอบปี ... ขับรถผ่านใจกลางเมือง ... หญิงชายวัยรุ่นแต่งตัวโก้เก๋ สาวโชว์ขาสะโพกโอดองค์ หนุ่มแต่งตัวเท่ห์บาดตาบาดใจ
ผมในคราบสุนัขจรจัดเดินเข้าไปในคลับ สั่งเหล้ามากิน แล้วก็เต้น
เต้น เต้น เต้น แล้วก็เต้น
ลืมเรื่องภาพยนตร์ ลืมความเครียดทุกอย่างที่มีอยุ่ในสากลโลก ... เอามันทิ้งไว้ที่หน้าประตูคลับ ทิ้งมันไว้กับคนตรวจบัตรประชาชน
และนั่นเองที่ทำให้ผมได้พบกับความสุขอันน้อยนิดของชีวิต ... การไปเที่ยวกลางคืน
ตั้งแต่นั้นมาผมเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเอง ... กลับมานอนบ้านอีกครั้ง ตัดผมสั้น โกนหนวดโกนเครา
ตั้งปณิธานไว้ว่าทุกวันเสาร์ผมจะต้องเที่ยวกลางคืนหนึ่งวัน ... เพื่อทิ้งความเครียดของโลกไว้เบื้องหลัง
ทิ้งเรื่องวุ่นวายในชีวิต
ทิ้งผ้าที่จะต้องซัก
ทิ้งรถที่จะต้องล้าง
ทิ้งหนังที่จะต้องตัด
ทิ้งข่าวฆ่ากันตาย
ทิ้งการเมือง
ทิ้งจริตทั้งสิ้นทั้งปวง
ทิ้งอดีตทั้งหลายแหล่
ทิ้งมันหมด ... มีแต่เต้น มีแต่เสียงเพลง เพื่อนเที่ยวซึ่งผมทำความรู้จักจนเหมือนเพื่อนสนิทที่เมื่อเหยียบออกมานอกบริเวณคลับก็เหมือนไม่รู้จักกันมาก่อน
ชีวิตผมมีความสุขขึ้น ... เพราะเมื่อมีความทุกข์ ... มีเรื่องให้ติดลบในชีวิต ... ผมก็ไปชดเชยมันที่คลับ
ผมไม่ชอบกินเหล้า ... ไม่ชอบคนเมา ... ผมกินเหล้าแก้วละชั่วโมง ... ผมนั่ง + ยืนที่เดิมเสมอ ... เหล้าที่ผมกินก็เหมือนเดิม
ถึงแม้มันจะซ้ำซาก ... แต่ผมก็มีความสุขกับมันดี
ชีวิตในวัยมหาลัยของผมผ่านมาได้โดยมีวันเสาร์เป็นเพื่อนสนิท เช่นเดียวกับกล้องถ่ายหนัง และคอมพิวเตอร์ที่ผมใช้ตัดต่องานในมหาลัย
ผมกลับมาเมืองไทย ... ความเปลี่ยนแปลงของชีวิตเริ่มเข้ามาอีกครั้ง
การเป็นอดัม(มี่)นั้นเริ่มสร้างกรอบของศิลธรรมให้ชัดเจนขึ้น
ผมเคยเที่ยวโดยที่ผมมีความสุขกับมัน ... ไม่มีใครรู้จักผม ... ผมไม่รู้จักใคร
จะมีเพียงเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คนที่ผมจะชี้ชวนให้ไปเที่ยวกับผมด้วยเช่นกัน ไม่กี่คนครับ
แต่วันนี้ ... ผมมีความทุกข์ในใจของผม ... เป็นเรื่องความวิตกกังวลโดยใช่เหตุในเรื่องต่างๆร้อยแปดพันเก้าที่ผมไม่สามารถอธิบายได้
เป็นเรื่องที่ไร้สาระสำหรับทุกคน ... แต่กับผมมันเหมือนกำแพงสูงใหญ่ ก่อด้วยอิฐและถมทับด้วยปูน เสริมด้วยเหล็กและหุ้มด้วยเศษแก้ว
เวลาตีหนึ่ง ... ผมสลัดตัวเองออกจากชีวิตที่ต้องรับผิดชอบอย่างผู้ใหญ่ นั่งรถแท็กซี่ปุเลงปุเลงไปยังร้าน รูธ 66 อันเป็นที่ที่ผมเที่ยวทุกวันเสาร์
ผมนั่ง ... ชงเหล้าหนึ่งแก้วเหมือนเดิม ... นั่งในบริเวณเดิม
บรรยากาศของวันนี้ครึดครื้นเป็นพิเศษ ... ทุกคนดูมีความสุขมากกว่าปกติ
ดีเจเปิดเพลงได้ดีกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา ทุกอย่างดูเหมือนจะเป็นวันเสาร์ที่ดีอีกหนึ่งวัน
หากแต่ผมไม่ได้รู้สึกเช่นนั้นเลย
ตรงกันข้าม
ผมกลับรู้สึกแย่เสียมากกว่า
รู้สึกว่าความสุขของวันเสาร์อันเปรียบเสมือนพี่น้องนั้นไม่ได้ช่วยปลอบประโลมใจผมอีกต่อไป
แล้วจะมีประโยชน์อะไรที่ผมจะมานั่งบนเก้าอี้ขาว มีขวดเร็ดเลเบิ้ลอยู่ข้างหน้า และมีหนุ่มสาวหมื่นแสนเต้นอยู่โดยรอบ
ผมหมดกำลังใจ ... หมดเรี่ยวแรง ... อ่อนล้า ... อ่อนแอ
เวลามันทำร้ายหัวใจใครบางคนให้สาหัสได้ถึงเพียงนี้เชียว
ความเปลี่ยนแปลงคือทุกข์ ... พระท่านว่าไว้
ผมเข้าใจ
แต่ความสุขของการยอมรับมันนั้นผมยังหามีไม่ ... และอาจจะไม่มีวันที่ผมจะยอมรับมัน
วันเสาร์กำลังจะหายไป ... กลายเป็นอีกหนึ่งวันของความวุ่นวายในชีวิต
ผมอยากมีความสุข ... และถ้าผมไม่มีความสุข
ผมจะมีชีวิตอยู่ไปทำไม ?