ตรงเวลา สามัคคี มีคุณธรรม
หน้าแรก
ช่วยเหลือ
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
ยินดีต้อนรับคุณ,
บุคคลทั่วไป
กรุณา
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?
1 ชั่วโมง
1 วัน
1 สัปดาห์
1 เดือน
ตลอดกาล
เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
การค้นหาขั้นสูง
349,705
กระทู้ ใน
10,454
หัวข้อ- โดย
2,983
สมาชิก
- สมาชิกล่าสุด:
cvcttild
24 พฤษภาคม 2012, 11:44:06
` MeDicinE KKU Community `
ห้องบรรยาย 1
ชุมนุมต่างๆ
ชุมนุมสู่แสงธรรม
(ผู้ดูแล:
Zhōu_Yú
)หัวข้อ: การสมาทานศีล
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
หน้า: [
1
]
ลงล่าง
ผู้เขียน
หัวข้อ: การสมาทานศีล (อ่าน 1334 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
YONG69MED30
Medicine 30th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
ออฟไลน์
กระทู้: 281
ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 16
ปรมัตถ์แปลว่าสุดยอด555+
การสมาทานศีล
«
เมื่อ:
20 พฤศจิกายน 2008, 20:46:57 »
เนื่องจากพระพุทธเจ้าสอนว่า ให้รักษาศีล แล้วเจริญสมาธิ จึงจะเกิดปัญญา อย่างน้อยที่สุดศีลห้าจ้องบริสุทธิ์ก่อน
ต้องชำระศีลให้บริสุทธิ์ก่อนจึงทำสมาธิ
การสมาทานศีล(วิรัติศีล) สามารถสมาทานด้วยตนเองก็ได้ สมาทานกับพระภิกษุสามเณรก็ได้ สมาทานต่อหน้าพระพุทธรูป เจดีย์ ต้นโพธิ์ หรือพระบรมสารีริกธาตุก็ได้
ศีล วิรัติ มี 2 อย่าง
1. สมาทานวิรัติ งดเว้นด้วยการสมาทาน
2. สัมปัตตวิรัติ งดเว้น เมื่อมีเหตุการณ์เฉพาะหน้า
*ส่วน สมุจเฉทวิรัติศีล หมายถึง ศีลของอริยบุคลผู้ได้บรรลุแล้ว จะมีศีลโดยอัตตโนมัติ
การวิรัติ ศีล
1.สมาทานวิรัติ หมายถึง การที่เราเห็นโทษของกิเลสทางกาย วาจา จึงงดเว้นด้วยการสมาทาน(ถือเอาด้วยดี)ที่ไหนก็ได้ครับ โดยที่ยังไม่เจอเหตุการณ์ที่จะให้ล่วงศีล เช่น สมาทานตอนเช้า เป็นต้น
2.สัมปัตวิรัติ หมายถึง การที่เราเจอเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่จะล่วงศีล แต่ก็งดเว้นไม่ทำขณะนั้น เช่น ยุงมากัด ก็งดเว้นที่จะไม่ฆ่า
ศีลย่อมบริสุทธิ์โดยอาการ ๔ อย่าง คือ
โดยความบริสุทธิ์แห่งอัธยาศัย ๑
โดยการสมาน ๑
โดยไม่ก้าวล่วง ๑
โดยทำให้เป็นปกติเมือมีการก้าวล่วง ๑
จาก. พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย จริยาปิฎก เล่ม ๙ ภาค ๓ - หน้าที่ 627
__________________
ส่วนการดูว่าศีลขาดหรือไม่เด๋วจะเอามาให้ดูต่อไปนะครับว่าพระพุทธเจ้าแสดงเกณฑ์การวินิจฉัยไว้ว่าอย่างไร
«
แก้ไขครั้งสุดท้าย: 20 พฤศจิกายน 2008, 21:43:51 โดย YONG69MED30
»
บันทึกการเข้า
บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วย อาลัย
และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
http://yong69.hi5.com
YONG69MED30
Medicine 30th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
ออฟไลน์
กระทู้: 281
ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 16
ปรมัตถ์แปลว่าสุดยอด555+
Re: การสมาทานศีล
«
ตอบ #1 เมื่อ:
20 พฤศจิกายน 2008, 20:48:27 »
รู้ตน ด้วยตน จึงประเสริฐ
สอนตน ตักเตือนตน แก้ไขตนได้ ด้วยตน จึงเป็นเลิศ
ศีล แปลว่า ปกติ คือกระทำไปโดยธรรมชาติ มีอยู่เป็นธรรมชาติ มีอยู่เป็นปกติ
ไม่ขาดแคลน ต่อเนื่องไม่ขาดสาย เมื่อจิตเกิด ศีลก็เกิดเป็นปกติ
ศีล แปลว่า ศิลา คือหนักแน่น มั่นคง ไม่หวั่นไหวในธรรมอันเป็นข้าศึกศัตรูต่อศีล
การสมาทานศีล คือ ปริยัติ
การไม่ก้าวล่วง ไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น คือ ปฏิบัติ
ความพิสุทธิ์ เป็นระเบียบแห่งกาย วาจา ใจ คือ ปฏิเวธ
ศีลเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิดเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์พร้อม
ศีลย่อมทำให้เกิดโภคทรัพย์ อริยทรัพย์ และนำสู่แดนพระนิพพาน
ศีล ๕ โดยปุถุชนเป็นการฝึก เป็นการตั้งใจตั้งใจจะละเว้น ไม่เบียดเบียน
เผลอสติขาดไป ก็ตั้งใจใหม่ได้ทุกขณะ ทุกเวลา
อุโบสถศีลเป็นการวิรัติคือการตั้งที่จะงดเว้นจากการล่วงศีล ล่วงธรรมที่สมาทานมา
มักอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง ณ ช่วงเวลาหนึ่ง
โดยปกติเป็นการปฎิบัติในวันพระ ช่วงเวลา๑วัน
อันจะได้อธิษฐานบารมี และสัจจบารมีด้วย
สำหรับเรา ใจนี้คืออุโบสถ สตินี้คือองค์พระที่เราจักขอสมาทานศีล
กายนี้คือเสมามณฑลพิธี มีสัจจะเป็นอาณาเขต
เพราะคนส่วนมากไม่ได้ตายในวัด ไม่ได้ตายในวันพระ
ความตายย่อมรู้ได้ยาก ว่าวันไหน เวลาไหน เป็นของสาธารณะ
ทุกคนที่เกิดมาย่อมต้องตาย
ธรรมะย่อมเป็นของเฉพาะตน รู้ได้เฉพาะว่าสิ่งใดเหมาะสมแก่จริตของตน
สัตตบุรุษ ย่อมรู้เหตุ รู้ผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักชุมชน รู้จักบุคคล
ย่อมมีธัมมวิจยะ คือการเลือกธรรมะด้วยสติเหมาะแก่ตนเหมาะแก่กาล เป็นหนึ่งในสัมโพชฌงค์ ๗ ประการ
อันเป็นธรรมะเพื่อการตรัสรู้
และการปฏิบัติธรรมตามกาล เป็นมงคลอันสูงสุด
แต่ศีลโดยปุถุชนเป็นไปตามกาล ตามเวลา ตามเทศกาล
แต่ศีลของผู้ปฏิบัติธรรม ย่อมมีทุกลมหายใจเข้าออก
เป็นการฝึกศีลตามหลักสติปัฏฐาน ๔
เมื่อจิตนี้มีศีลอยู่ ย่อมรู้ว่ามีอยู่
เมื่อจิตนี้ไม่มีศีล ก็ย่อมรู้ว่าไม่มีศีลเช่นกัน
เฝ้าดูโดยไม่คลาดสายตา ไม่บีบคั้น
ปล่อยไปตามธรรมชาติ
รอจนเมื่อสติรู้เท่าทัน
ปัญญาแจ่มชัด
ธรรมย่อมปรากฎอย่างแท้จริง
ผู้มีศีลย่อมเป็นคนดี เหล่าเทพเทวาย่อมปกป้องและสรรเสริญ
ผู้สนใจในธรรม ถามไถ่ในธรรม ไตร่ตรองในธรรม ปฏิบัติในธรรมที่ตนเห็นว่าดีแล้ว
เราเรียกบุคคลนั้นว่า ปราชญ์
บันทึกการเข้า
บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วย อาลัย
และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง
http://yong69.hi5.com
หน้า: [
1
]
ขึ้นบน
` MeDicinE KKU Community `
ห้องบรรยาย 1
ชุมนุมต่างๆ
ชุมนุมสู่แสงธรรม
(ผู้ดูแล:
Zhōu_Yú
)หัวข้อ: การสมาทานศีล
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
กระโดดไป:
เลือกหัวข้อ:
-----------------------------
หน้าพระรูป
-----------------------------
=> ข่าว-ประกาศ
=> มุมเด็กมัธยม
===> ค่ายสานฝันฉันจะเป็นหมอครั้งที่ 14
=> MED-REVIEWS
=> Support
-----------------------------
ห้องบรรยาย 1
-----------------------------
=> พูด-คุย เรื่องทั่วไป
=> ห้องตรวจโรคหมายเลข 13
=> Caféiers
===> เกม
=> ชุมนุมต่างๆ
===> ชุมนุมคอมพิวเตอร์และการถ่ายภาพ
===> ชุมนุมเชียร์ลีดเดอร์
===> ชุมนุมบริดจ์และหมากกระดาน
===> ชุมนุมขับร้องและดนตรีสากล
===> ชุมนุมสู่สังคม
===> ชุมนุมอนุรักษ์ธรรมชาติ
===> ชุมนุมวิเทศสัมพันธ์
===> ชุมนุมดนตรีไทย
===> ชุมนุมสู่แสงธรรม
===> ชุมนุมประสานเสียง
===> ชุมนุมฟุตบอล
===> ชุมนุมเต้น
===> ชุมนุมเติมฝันเมล็ดพันธุ์ใหม่
-----------------------------
Medicine's Alumni
-----------------------------
=> Medicine 34th KKU
-----------------------------
We are medicine of Khon Kaen
-----------------------------
=> Medicine 39th KKU
=> PreMed 40th KKU
-----------------------------
วิชาการ
-----------------------------
===> Life and Life Cycle ll (new)
===> Professional Development (new)
-----------------------------
Admin Area
-----------------------------
=> ค่ายสานฝันฉันจะเป็นหมอครั้งที่ 13
Hot!!!
Since 6 March 2007