ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 
การค้นหาขั้นสูง

349,705 กระทู้ ใน 10,454 หัวข้อ- โดย 2,983 สมาชิก - สมาชิกล่าสุด: cvcttild

24 พฤษภาคม 2012, 12:05:12
` MeDicinE KKU Community `ห้องบรรยาย 1ชุมนุมต่างๆชุมนุมสู่แสงธรรม (ผู้ดูแล: Zhōu_Yú)หัวข้อ: สมถะ ที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้
หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: สมถะ ที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้  (อ่าน 1080 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
YONG69MED30
Medicine 30th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 281

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 16


ปรมัตถ์แปลว่าสุดยอด555+


« เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2008, 21:05:22 »


การที่ชาวพุทธบางท่าน “ไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่าง สมถะ กับ วิปัสสนา” ก็เป็นปัญหาระดับหนึ่งจริง

แต่ การที่ชาวพุทธบางท่าน “แยกขาด สมถะ ออกจาก วิปัสสนา โดยกำหนดเงื่อนไขว่า ต้องเอาแต่เพียงวิปัสสสนาล้วนๆเท่านั้น” กลับ เป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าเสียอีก..... เพราะนั่น หมายถึง ไตรสิกขาข้อสมาธิจะต้องถูกตัดออกข้อหนึ่ง หรือ อริยมรรคที่มีองค์แปดคือ"สัมมาสมาธิ"จะต้องถูกทอนออกจากอริยมรรค ให้เหลืออริยมรรคที่มีองค์เจ็ด.

จึง อยากเชิญชวนชาวพุทธมาทบทวน เรื่อง “สัมมาสมาธิ” หรือ “สมถะ ที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้” กันครับ

โดยจะวางคำสอนจาก ระดับพระสูตร เป็นหลัก

ส่วนใด ที่เป็นความเห็นของอาจารย์รุ่นหลัง หรือ ความเห็นส่วนบุคคล จะแยกออกจากกันให้ชัดเจน
บันทึกการเข้า

บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วย อาลัย
และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

http://yong69.hi5.com
YONG69MED30
Medicine 30th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 281

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 16


ปรมัตถ์แปลว่าสุดยอด555+


« ตอบ #1 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2008, 21:05:42 »

พุทธพจน์ดั้งเดิน สอน “สมถะ คู่ วิปัสสนา”



พระสูตรนี้ พระพุทธองค์ ตรัสถึง " สมถะ และ วิปัสสนนา คู่เคียงกันไป"


[๘๓๑] เมื่อบุคคลนั้นเจริญอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐอยู่อย่างนี้ ชื่อว่า มีสติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ ถึงความเจริญบริบูรณ์ บุคคลนั้นย่อมมีธรรมทั้งสองดังนี้ คือ สมถะและ วิปัสสนา คู่เคียงกันเป็นไป

เขาชื่อว่า กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ด้วยปัญญาอันยิ่ง
ละธรรมที่ควรละ ด้วยปัญญาอันยิ่ง
เจริญธรรมที่ควรเจริญ ด้วยปัญญาอันยิ่ง
ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ด้วยปัญญาอันยิ่ง ฯ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๔ สุตตันตปิฎกที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์



และ พระสูตรนี้ ตรัสถึง การเจริญ สมถะ ด้ยปัญญาอันยิ่งเช่นกัน

[๒๙๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ธรรมที่ควรให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่งเป็นไฉน?
คือ สมถะและ วิปัสสนา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ธรรมเหล่านี้ควรให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง.

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๙ สุตตันตปิฎกที่ ๑๑ สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค


ทรงตรัสถึง การเจริญ สมถะ และ วิปัสสสนา "ด้วยปัญญาอันยิ่ง... "

พึงสังเกตุ... ไม่ใช่เฉพาะวิปัสสนาเท่านั้น ที่ควรเจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง... แม้นแต่ สมถะ พระพุทธองค์ท่านก็ตรัสให้เจริญด้วยปัญญาอันยิ่ง เช่นกัน

ปัญญาอันยิ่งที่ใช้เจริญสมถะ ในที่นี้ ก็คือ ส่วนที่เป็นอธิปัญญาสิกขาในอริยมรรคที่มีองค์แปด(สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ) ซึ่งเป็น เหตุ เป็นองค์ประกอบนำหน้า ของสัมมาสมาธิ(สมถะ) ในมหาจัตตารีสกสูตรนั่นเอง

แนวคิด เรื่อง การเจริญวิปัสสนาล้วนๆโดยต้องไม่มีสมถะเจือปน นั้น
แนวคิดนี้ ท่านผู้รู้หลายท่าน เช่น เจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์
ท่าน อ.เสฐียรพงษ์ วรรณปก ๆลๆ ท่านไม่เห็นด้วยครับ

และ ท่าน อ. เสฐียรพงษ์ ท่าน แสดงความเห็นค้านไว้ดังนี้

".....แล้วมีในหลักวิชาที่เขาบอกว่าผู้ปฏิบัติวิปัสสนาล้วนๆ ไม่ได้ผ่านทางสมถะก็เป็นพระอรหันต์ได้ หรือจะผ่านทางสมถะก่อน จนกระทั่งได้กสิณได้ฌาน แล้วใช้ฌานนั้นเป็นบาทฐานของวิปัสสนา ก็เป็นพระอรหันต์ได้

ในทฤษฎีกล่าวไว้เช่นนั้น
แต่ในหลักปฏิบัตินั้นไม่มีการตรัสรู้ใดๆ ไม่มีการบรรลุใดๆ ที่ไม่ได้ผ่านสมถะ ต้องมีพลังสมาธิพอสมควร อย่างน้อยก็ได้ขณิกสมาธิ มีสมาธิพอสมควรแล้วถึงจะนำเข้าไปสู่วิปัสสนา ก็สามารถบรรลุได้ เรียกว่า บรรลุโดยวิปัสสนาล้วนๆ โดยซึ่งความหมายจริงๆ มันก็ไม่ล้วน เพราะมีสมาธิเป็นพื้นฐานอยู่ เพียงแต่ว่าไม่ได้เน้นสมาธิมาก ไม่ได้ใช้พลังสมาธิมากเพียงใช้สมาธิพอเป็นพื้นฐานที่จะพิจารณาไตรลักษณ์เข้าสู่วิปัสสนาญาณเท่านั้นเอง

ในหลักวิชาพูดว่ามี สุกขวิปัสสก พระอรหันต์ผู้บรรลุธรรมโดยผ่านวิปัสสนาเท่านั้น แต่ความจริงไม่เท่านั้น เพราะว่าก่อนจะถึงวิปัสสนาก็ต้องผ่านสมถะก่อนอยู่แล้ว...."


ปล... คำว่า "ในหลักวิชา" ที่ ท่าน อ.เสฐียรพงษ์ ท่านกล่าวไว้นั้น หมายถึง หลักวิชาจากคัมภีร์ของอาจารย์รุ่นหลัง พุทธกาล ไม่ใช่จากระดับพระสูตรน่ะครับ
__________________
บันทึกการเข้า

บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วย อาลัย
และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

http://yong69.hi5.com
YONG69MED30
Medicine 30th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 281

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 16


ปรมัตถ์แปลว่าสุดยอด555+


« ตอบ #2 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2008, 21:06:15 »

“สัมมาสมาธิ” คือ อย่างไร?


สัมมาสมาธิ ที่อยู่ในพระสูตรโดยตรง มีกล่าวถึงคุณสมบัติไว้สำคัญ2ประการ คือ

1. เป็นสมาธิที่มีกำลังแห่งสมาธิในระดับ(หรือ เทียบเท่ากับ) รูปฌาน๑ ถึง รูปฌาน๔

จาก http://larndham.net/cgi-bin/tread.pl?start_book=10&start_byte=447351

”.....สัมมาสมาธิ เป็นไฉน ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจาก
อกุศลธรรม บรรลุปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
เธอบรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น เพราะ
วิตกวิจารสงบไป ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดแต่สมาธิอยู่ เธอมี
อุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌาน ที่พระอริยทั้งหลาย สรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข
เธอบรรลุจตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์ และดับโสมนัส
โทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ อันนี้เรียกว่า สัมมา
สมาธิ ฯ …..”

2.สัมมาสมาธิในองค์มรรคนี้ เป็นสมาธิที่มีองค์แห่งอริยมรรคอีก7อย่างแวดล้อม(เป็นบริขาร)

เช่น ที่ทรงแสดงใน มหาจัตตารีสกสูตร

”.....ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความที่จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง
ประกอบแล้วด้วยองค์ ๗ เหล่านี้แล เรียกว่า สัมมาสมาธิ …..”


ฌานฤาษี (เช่น การเพ่งกสิณ) ถึงแม้นจะมีกำลังแห่งสมาธิในระดับรูปฌาน๑ ถึง รูปฌาน๔ ได้เช่นกัน..... แต่ขาด คุณสมบัติข้อ2 ตามมหาจัตตารีสกสูตร(ที่สำคัญที่สุด คือ ไม่มีสัมมาสตินำหน้า). จึงไม่จัดเป็นสัมมาสมาธิในอริยมรรค และ ไม่เป็นประโยชน์ต่อการเห็นธรรม..... เว้นเสียแต่ จะนำฌานนั้นมายกเจริญเข้าสู่วิปัสสนาดังที่มีพระสูตรแสดงกล่าวเอาไว้

สัมมาสมาธิ เป็นจุดรวมขององค์แห่งอริยมรรคทั้งเจ็ด ก่อนที่จะบังเกิดผลเป็น สัมมาญาณะ และ สัมมาวิมุติ
ถ้า ปฏิบัติถูกตามที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้.... ต่อให้ปฏิบัติแบบแนวทางไหน....สัมมาสมาธิ ก็จะต้องบังเกิดขึ้นแน่นอน.

เพราะ ถ้าหากปราศจาก สัมมาสมาธิ เสียแล้ว มรรคย่อมไม่ครบองค์ประกอบ และมรรคสมังคี ย่อมไม่บังเกิดขึ้น......
บันทึกการเข้า

บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วย อาลัย
และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

http://yong69.hi5.com
YONG69MED30
Medicine 30th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 281

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 16


ปรมัตถ์แปลว่าสุดยอด555+


« ตอบ #3 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2008, 21:07:51 »

อนึ่ง ใน อริยมรรคที่มีองค์แปด
สรุป เข้าสู่ ไตรสิกขา ได้ดังนี้

1.อธิศีลสิกขา(ศีล) ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ

2.อธิจิตตสิกขา(สมาธิ) ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ

3.อธิปัญญาสิกขา(ปัญญา) ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ



พึงสังเกตุ... สัมมาสติ ก็คือ หลักธรรมที่เรียกว่า สติปัฏฐาน(อ่านรายละเอียด จาก พุทธธรรม) ก็เป็นองค์มรรคที่ถูกจัดไว้ในหมวดสมาธิ เช่นเดียว กันกับ สัมมาสมาธิ เสียด้วยซ้ำ.

และ สัมมาสมติ นี่เองที่คือ ตัวตัดสินว่า ฌานจิตที่บังเกิดขึ้นนั้นจัดเป็น มิจฉาสมาธิ(ขาดสัมมาสติ) หรือ สัมมาสมาธิ(มีสัมมาสติ)
__________________
บันทึกการเข้า

บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วย อาลัย
และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

http://yong69.hi5.com
YONG69MED30
Medicine 30th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 281

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 16


ปรมัตถ์แปลว่าสุดยอด555+


« ตอบ #4 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2008, 21:08:16 »

มิจฉาสมาธิ เป็นอย่างไร?


จาก พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต)

http://www.84000.org/tipitaka/dic/d_item.php?i=334

มิจฉาสมาธิ (ตั้งจิตผิด ได้แก่ ตั้งจิตเพ่งเล็ง จดจ่อปักใจแน่วแน่ในกามราคะ พยาบาท เป็นต้น หรือ เจริญสมาธิแล้ว หลงเพลิน ติดหมกมุ่น ตลอดจนนำไปใช้ผิดทาง ไม่เป็นไปเพื่อ ญาณทัสสนะ และ ความหลุดพ้น — wrong concentration)


ท่านเจ้าคุณๆ ท่านประมวลไว้ว่า

มิจฉาสมาธินอกจากจะนับในส่วนที่เป็นอกุศล คือ "ตั้งจิตเพ่งเล็ง จดจ่อปักใจแน่วแน่ในกามราคะ พยาบาท"แล้ว

มิจฉาสมาธิยังนับในส่วนของ "เจริญสมาธิแล้ว หลงเพลิน ติดหมกมุ่น ตลอดจนนำไปใช้ผิดทาง ไม่เป็นไปเพื่อญาณทัสสนะ และความหลุดพ้น"

ดังนั้น ณานสมาธิ ที่ติดตันอยู่เพียงแค่ ความสุขสงบจากสมาธิ ถึงแม้นจะจัดเป็นกุศลก็จริง แต่หากไม่นำไปสู่การเดินมรรคด้านปัญญา ก็ จัดเป็นมิจฉาสมาธิ เช่นกัน….ที่ ครูบาอาจารย์พระกรรมฐาน ท่านมักเรียกว่า “สมาธิหัวตอ”
บันทึกการเข้า

บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วย อาลัย
และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

http://yong69.hi5.com
YONG69MED30
Medicine 30th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 281

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 16


ปรมัตถ์แปลว่าสุดยอด555+


« ตอบ #5 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2008, 21:09:10 »

การติดสุข ที่เกิดจากสมาธิ
คำถาม
การติดสุขจากสมาธิ อาจปรากฏได้ในผู้ภาวนาที่มีส่วนของสมถะ?

ความเห็น
ในบรรดาข้อกังวล เกี่ยวกับผลข้างเคียงจากการฝึกสมาธิผิดแนวทาง(นำไปสู่มิจฉาสมาธิ) ข้อกังวลนี้เป็นข้อกังวลที่มีน้ำหนักที่สุด..... เพราะ สมถะจะมีผลที่ตามมาด้วย คือ ปิติ และ สุข.

ถึงแม้น จะมีผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า สมถะมีประโยชน์ในด้านที่ช่วยให้ระบบประสาท ทำงานเป็นระบบระเบียบ และ คล่องตัวขึ้น ก็จริง... แต่ ก็มีข้อควรระมัดระวังบางประการ โดยเฉพาะการมัวเพลินกับ สุขจากสมาธินี้

เกี่ยวกับ การติดตันอยู่เพียงแค่สุขจากสมาธิ จนละเลยประโยชน์อย่างยิ่งที่จะได้รับจากสมาธิ คือ การใช้สภาพจิต“ที่ อ่อนควรแก่การงาน”มาเจริญมรรคด้านปัญญา นั้น.... ครูบาอาจารย์พระป่ากรรมฐาน ท่านก็เตือนไว้เช่นกัน

ดังปรากฏใน โอวาทธรรมที่ หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต  มีแด่ หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน ดังนี้

"ท่านจะนอนตายอยู่ในสมาธิอยู่นั้นเหรอ สุขในสมาธิเปรียบเหมือนเนื้อติดฟัน ติดในสมาธิเหมือนเนื้อติดฟัน มันสุขมากหรืออย่างไรเนิ้อติดฟัน สมาธิทั้งแท่งคือสมุทัยทั้งแท่ง มันไม่ใช่สมาธิตาย นอนตายอยู่กับสมาธิอย่างนี้หรอก สมาธิของพระพุทธเจ้า สมาธิต้องรู้สมาธิ ปัญญาต้องรู้ปัญญา อันนี้มันเอาสมาธิเป็นนิพพานเลย มันบ้าสมาธินี่ สมาธิแบบนอนตายอยู่อย่างนี้นะเหรอจะเป็นสมาธิของพระพุทธเจ้า"
__________________
บันทึกการเข้า

บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วย อาลัย
และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

http://yong69.hi5.com
YONG69MED30
Medicine 30th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 281

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 16


ปรมัตถ์แปลว่าสุดยอด555+


« ตอบ #6 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2008, 21:09:30 »

ข้อเสีย ของสมาธิ



คำถาม
“...หลักของสมถะ เรื่องของสมถะ หรือ สมาธิ โดยย่อ ก็คือ การทำจิตให้สงบนิ่งอยู่ในอารมณ์ที่ต้องการ จะเอาอะไรมาเป็นอารมณ์ เพื่อให้จิตจับสงบนิ่งอยู่ในอารมณ์นั้นโดยไม่กวัดแกว่งไปในอารมณ์อื่น ตามอำนาจของกิเลสนิวรณ์ก็ใช้ได้
ส่วนการที่จะให้รู้อะไรหรือไม่นั้น ไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ ขอเพียงแต่ให้จิตใจตั้งมั่นนิ่งอยู่ในอารมณ์ที่เพ่งนั้นก็แล้วกัน เมื่อจิตเข้าถึงสมาธิแล้ว ในด้านความรู้นั้น อย่างดีก็จะมีความรู้สึกเพียง ว่าง ๆ เฉย ๆ หรือ สงบเยือกเย็น เท่านั้น ที่จะให้เกิดความรู้ในเหตุผลนั้น ไม่มีเลย….”
จริงไหม?


ความเห็น.
ผมเห็นว่า สมาธิ ที่ไม่นำไปสู่การรู้ธรรมหรือเกิดปัญญานั้น นี่ คือ มิจฉาสมาธิ ต่างหากครับ ……
เป็นคนล่ะอย่างกับ สัมมาสมาธิ ที่พระพุทธเจ้าสอนไว้แน่นอน.

เพราะ สัมมาสมาธิ ต้องมีสัมมาสตินำหน้า และ ให้ผลเป็นสัมมาญาณะ (ดังเช่นแสดงไว้ในมหาจัตตารีสกสูตร)

จึงไม่สมควรที่จะไปยกเอามิจฉาสมาธิมาเป็นประเด็น แล้ว สรุปว่า สมาธิทั้งหมด(รวม สัมมาสมาธิ ไว้ด้วย) เป็นสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยงทุกประการ

อุปมาดังคำกล่าว “ยาพิษมีผลร้ายเช่นนี้. ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงยาทุกชนิดรวมทั้งยารักษาโรค”.... ซึ่งก็คงจะไม่ถูกต้อง

แต่ ก็เป็นที่แน่นอนว่า แม้นแต่ยาที่ใช้รักษาโรค ถ้าใช้ไม่ถูกข้อบ่งชี้ ขนาด วิธีบริหารยา ก็เป็นผลเสียได้.
บันทึกการเข้า

บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วย อาลัย
และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

http://yong69.hi5.com
YONG69MED30
Medicine 30th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 281

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 16


ปรมัตถ์แปลว่าสุดยอด555+


« ตอบ #7 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2008, 21:09:47 »

คำถาม.
ถ้าหาก สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิที่มีกำลังในระดับแน่วแน่(ฌาน).... เช่นนั้น ทุกคนไม่ต้องไปพากันฝึกสมถะโดยตรงให้ได้ฌานก่อน แล้วค่อยมาเจริญวิปัสสนาหรอกหรือ?


ความเห็น
ในระดับพระสูตร ท่านพระอานนท์ท่านได้สรุปประมวล แนวทางการเจริญ สมถะ-วิปัสสนา ไว้ดังนี้


ปัญหา การเจริญกรรมฐานมี ๒ อย่างคือ สมถะ และวิปัสสนา ใน ๒ อย่างนี้ จะเจริญสมถะก่อนหรือวิปัสสนาก่อน ? จะเจริญควบคู่กันไปจะได้หรือไม่ ?

พระอานนท์ตอบ ว่า
“....ภิกษุในธรรมวินัยนี้
เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า
(หรือ).... เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า
(หรือ).... เจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป....
มรรคย่อมเกิด เธอย่อมเสพเจริญ กระทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อเธอเสพ เจริญกระทำให้มาก ซึ่งมรรคนั้น ย่อมละสังโยชน์ทั้งหลายได้ อนุสัยย่อมสิ้นสุด....”

ปฏิปทาวรรค ที่ ๒ จ. อํ. (๑๗๐)
ตบ. ๒๑ : ๒๑๒ ตท. ๒๑ : ๑๘๓-๑๘๔
ตอ. G.S. II : ๑๖๒
จาก http://www.84000.org/true/220.html


ถ้าพิจารณา จาก ที่ ท่านพระอานนท์กล่าวนี้
จะแยก แนวทาง การเจริญกรรมฐาน(ภาวนา) เป็น 3แบบ คือ

1.เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า
2.เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า
3.เจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป

ข้อ1. .เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า.... คือ ใช้ปัญญานำหน้าสมาธิ. แนวทางนี้ ปัญญาเด่น

ข้อ2.เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า..... คือ ใช้ สมาธินำหน้าปัญญา. แนวทางนี้ สมาธิเด่น

ข้อ3.เจริญสมถะและวิปัสสนาควบคู่กันไป..... คือ เจริญทั้งสมาธิ และ ปัญญา ในระดับพอๆกัน ไม่มีสิ่งใดเด่นกว่าสิ่งใด

(ปล....สังเกต จาก ที่พระอานนท์ท่านกล่าวไว้.... ทั้ง 3แนวนี้
ไม่มีแนวทางไหน ที่ปราศจากสมถะ100%เลย
เพราะ ทั้ง3แนวทางนี้ ต่างล้วนแต่ ต้องมีส่วนของ สมถะด้วยกันทั้งสิ้น อาจจะมากน้อยแตกต่างกันไปบ้าง และอาจจะ มีสมถะ หรือ วิปัสสนา นำหน้า เท่านั้น)

ใน3 แนวทางนี้ มีเพียงแนวทางที่2เท่านั้น ที่ต้องได้ฌานก่อน แล้วใช้ฌานเป็นบาทเจริญวิปัสสนา(ซึ่ง คงไม่เหมาะสมกับ ฆราวาสที่ไม่ได้ปลีกตัวไปภาวนาเต็มรูปแบบ)

ส่วน แนวทางที่1 และ แนวทางที่3นั้น ไม่จำเป็นต้องได้ฌานก่อนแต่อย่างใด

ใน แนวทางที่1(เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องหน้า) นั้น ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ ท่านอธิบายไว้ดังนี้

จาก พุทธธรรม หน้า 331

"....เมื่อผู้เป็นวิปัสสนายานิกเจริญวิปัสสนาต่อๆไป สมาธิก็พลอยได้รับการฝึกอบรมไปด้วย ถึงตอนนี้อาจเจริญวิปัสสนาด้วยอุปจารสมาธิ(สมาธิจวนจะแน่วแน่ หรือ สมาธิจวนจะถึงฌาน)ก็ได้ จนในที่สุดเมื่อถึงขณะที่บรรลุมรรคผล สมาธินั้นก็จะแน่วแน่สนิทเป็นอัปปานาสมาธิ อย่างน้อยถึงระดับปฐมฌาน(ฌานที่1 หรือ รูปฌานที่1) เป็นอันสอดคล้องกับหลักที่แสดงไว้แล้วว่า ผู้บรรลุอริยภูมิ จะต้องมีทั้งสมถะและวิปัสสนาครบทั้งสองทั่วกันทุกบุคคล...."

ปล.... คำว่า "วิปัสสนายานิก" ที่ท่านเจ้าคุณกล่าวนี้ ไม่ใช่ความหมายเดียวกับ วิปัสสสนาล้วนๆ(สมถะ0%) อย่าง ที่บางท่านเข้าใจกันน่ะครับ.ท่านกล่าวชัดเจนครับ ว่าในขั้นการเดินมรรคของแนวทางนี้นั้น ก็ยังมีการใช้สมถะในระดับขณิกะ หรือ ขณิกะต่ออุปจาระสมาธิ.... ส่วน เมื่อ บรรลุมรรคผล สัมมาสมาธิ(ที่เป็นระดับฌาน) ก็จะบังเกิดขึ้นเช่นกันครับ

ส่วนแนวทางที่3(เจริญสมถะ และ วิปัสสนา ควบคู่กันไป) สมาธิระดับฌานก็จะพัฒนาเกิดขึ้นควบคู่ไปพร้อมๆกับ การพัฒนาด้านปัญญา



สัมมาสมาธิ(ที่เป็นสมาธิที่มีกำลังระดับฌานนั้น) จึงต้องบังเกิดขึ้นกับทุกท่านถ้าเดินมรรคถูกทาง …ไม่ว่า จะเดินมรรคในแนวทางไหนๆ ทั้ง3แนวทาง (ตามที่ท่านพระอานนท์กล่าว)
บันทึกการเข้า

บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วย อาลัย
และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

http://yong69.hi5.com
YONG69MED30
Medicine 30th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 281

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 16


ปรมัตถ์แปลว่าสุดยอด555+


« ตอบ #8 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2008, 21:10:35 »

ฌาน กับ สัมมาสมาธิ.... สิ่งที่พึงระลึก




คำถาม
มีฌานที่ไม่เป็นสัมมาสมาธิไหม?

ความเห็น
ฌานที่ไม่เป็นสัมมาสมาธินั้น ก็คือ ฌานที่ไม่พาไปสู่ขั้นการเดินมรรคด้านปัญญา เช่น ฌานฤาษี ที้เข้าไปสงบเฉยๆ โดยไม่ออกพิจารณาไตรลักษณ์ เพราะปราศจากสัมมาสติ นั่นเอง




คำถาม
สัมมาสมาธิ จากระดับพระสูตรแล้ว ต้องเป็นสมาธิที่มีกำลังแห่งสมาธิในระดับแน่วแน่(ฌาน)ใช่ไหม?...
สมาธิในระดับขณิกสมาธิ และ อุปาจารสมาธิ นับเป็นสัมมาสมาธิด้วยไหม?

ความเห็น
จากระดับพระสูตรนั้น ทรงระบุสัมมาสมาธิว่ามีกำลังแห่งสมาธิเท่ากับ รูปฌาน1 ถึง รูปฌาน4 (บางพระสูตรก็นับรวม ฌาน5) ครับ.... ไม่นับรวมสมาธิในระดับขณิกสมาธิ และ อุปาจารสมาธิ ไว้

แต่ วิธีการเจริญวิปัสสสนาโดยไม่ต้องได้ฌานก่อน(เช่น แนวทางที่1 ที่ท่านพระอานนท์กล่าวไว้) ก็จะบังเกิดสัมมาสมาธิ(ที่มีกำลังแห่งสมาธิระดับฌาน)ขึ้นเช่นกัน น่ะครับ... ใน การปฏิบัติเช่นนี้ ในขั้นตอนการเดินมรรค สามารถใช้กำลังสมาธิเพียง ระดับขณิกสมาธิ หรือ ขณิกสมาธิต่อกับอุปจารสมาธิ ก็เพียงพอ(จาก หนังสือพุทธธรรม) ส่วนตอนที่บังเกิดเป็น มรรคสมังคี สมาธิจะพัฒนาเข้าสู่ระดับแน่วแน่เป็นสัมมาสมาธิ(ที่มีกำลังแห่งสมาธิระดับฌาน)ในภายหลังเอง และ ตรงกับในพระสูตรเช่นกันครับ
บันทึกการเข้า

บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วย อาลัย
และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

http://yong69.hi5.com
YONG69MED30
Medicine 30th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 281

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 16


ปรมัตถ์แปลว่าสุดยอด555+


« ตอบ #9 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2008, 21:11:10 »

คำถาม

ถ้าเช่นนั้น การภาวนาแบบใดดีที่สุด?

ความเห็น

ไม่มีวิธีที่ดีที่สุด สำหรับทุกๆคน.
แต่ มีวิธีการที่หลากหลายที่เหมาะสมที่สุด สำหรับ แต่ล่ะคนให้เลือก....
โดยที่ วิธีการเหล่านั้น ก็อยู่ในหลักการแห่ง มหาสติปัฏฐานสี่ นั่นเอง

อนึ่ง มหาสติปัฏฐานสี่ นั้นก็มีทั้งส่วนของ สมถะ และ วิปัสสนา อยู่ในตัว

ดังเช่น ที่ท่านเจ้าคุณพระพรหมคุณาภรณ์ ท่านสรุปประมวลไว้ดังนี้


สติปัฏฐานในฐานะสัมมาสติ


”......สติปัฏฐาน แปลกันว่า ที่ตั้งของสติบ้าง การปรากฏของสติบ้าง ฯลฯ

ถือเอาแต่ใจความง่ายๆ ก็คือ การใช้สติ หรือ วิธีปฏิบัติเพื่อใช้สติให้บังเกิด
ผลดีถึงที่สุด

อย่างที่กล่าวถึงในพุทธพจน์ในมหาสติปัฏฐานสูตรว่า
ภิกษุทั้งหลาย ทางนี้เป็นมรรคาเอก เพื่อความบริสุทธิ์ของสัตว์ทั้ง
หลาย เพื่อข้ามพ้นโสกะและปริเทวะ เพื่อความอัสดงแห่งทุกข์และโทมนัส
เพื่อบรรลุโลกุตตรมรรค เพื่อกระทำ ให้แจ้งซึ่งนิพพาน นี้คือสติปัฏฐาน

การเจริญสติปัฏฐานนี้ เป็นวิธีปฏิบัติธรรมที่นิยมกันมา และยกย่อง
นับถือกันอย่างสูง ถือว่ามีพร้อมทั้งสมถะ และวิปัสสนาในตัว.....”



ใครจะเดินแนวทางไหน ใน3แนวทางนี้ ก็แล้วแต่จริตนิสัยของแต่ล่ะท่านเถิด
ขอเพียง ให้เดินอยู่ในหลักแห่ง มหาสติปัฏฐานสี่

ถ้าหากเดินถูกทางแล้ว องค์แห่งอริยมรรคทุกข้อ รวมทั้ง”สัมมาสมาธิ” ....ย่อมต้องปรากฏครบเช่นกันครับ
บันทึกการเข้า

บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วย อาลัย
และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

http://yong69.hi5.com
YONG69MED30
Medicine 30th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 281

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 16


ปรมัตถ์แปลว่าสุดยอด555+


« ตอบ #10 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2008, 21:11:37 »

คำถาม

ในการเจริญวิปัสสนายานิกะ ต้องห้ามไม่ให้ทำให้จิตสงบ???


ความเห็น

สมาธิ ที่กำลังกล่าวถึงว่า เป็นสมาธิซึ่ง"เป็นที่อาศัยของตัณหาและทิฏฐิ"นี้ เรียกว่า มิจฉาสมาธิ ครับ

ไม่ใช่ สัมมาสมาธิ ที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้
เพราะ สัมมาสมาธิ เป็นสมาธิซึ่ง"ไม่เป็นที่อาศัยของตัณหาและทิฏฐิ" เนื่องด้วย มีสัมมาสติ เป็นเหตุ เป็นองค์ประกอบนำหน้านั่นเอง

คือ ถ้าไม่แยกระหว่าง มิจฉาสมาธิ และ สัมมาสมาธิ ออกจากกันเสียก่อน... แล้วกล่าวแบบรวมๆเช่นนี้ จะสร้างความสับสนได้

ถ้าเป็นสัมมาสมาธิจริงๆ ก็จะต้องมีปัญญาในขั้นอริยมรรค คือ สัมมาทิฏฐิ และ สัมมาสังกัปปะ เป็นเหตุ เป็นองค์ประกอบนำมาอยู่แล้ว(ดังแสดงใน มหาจัตตารีกสูตร).... สัมมาสมาธิ จึงจะพาไปสู่ ปัญญาในขั้นอริยผล(สัมมาญาณะ)


เรื่อง " การห้ามไม่ให้ทำให้จิตสงบ โดยต้องให้เกิดปัญญาในขั้นอริยผล(สัมมาญาณะ)เสียก่อน "นั้น

ปัญหาตรงนี้ก็คือ ถ้าหากห้ามไม่ให้จิตสงบ เพราะกังวลว่า จิตที่สงบโดยที่ยังไม่มีปัญญาในอริยผล(สัมมาญาณะ)เกิดขึ้นก่อน สมาธินั้นจะกลายเป็นมิจฉาสมาธิ.... ซึ่ง ตรงนี้ต้องไม่ลืมว่า ถ้าสัมมาสมาธิยังไม่เกิด ปัญญาเห็นชอบในขั้นอริยผล(สัมมาญาณะ)จะไปเกิดก่อนได้อย่างไร?....
ลองเรียงลำดับดูดีๆครับ

จาก มหาจัตตารีสกสูตร

เมื่อมีสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาวาจา สัมมาอาชีวะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาวายามะ สัมมาสติจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาสติ สัมมาสมาธิจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาสมาธิ สัมมาญาณะจึงพอเหมาะได้
เมื่อมีสัมมาญาณะ สัมมาวิมุตติจึงพอเหมาะได้




เรื่อง การติดสุขจากสมาธินั้น มันก็เป็นปัญหาจริงๆ...ตรงนี้ ผมเห็นด้วยในส่วนหนึ่งครับ

แต่ การ"กลัวการติดสุขจากสมาธิ"จนเกินเหตุ ก็เป็นปัญหาอีกขั้วหนึ่งน่ะครับ... หากถึงขนาด ต้องห้ามไม่ให้ทำให้จิตสงบ

สุขจากสมาธิ ไม่ใช่ของน่ากลัว ดังที่มีบางท่านเข้าใจผิดกัน

พระพุทธเจ้า ท่านตรัสเองว่า อย่ากลัวสุขจากสมาธิ


[๑๘๓] ดูกรอุทายี ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุ
ปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ บรรลุทุติยฌาน มีความผ่องใสแห่งจิต
ในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิด
แต่สมาธิอยู่ มีอุเบกขา มีสติ มีสัมปชัญญะ เสวยสุขด้วยนามกาย เพราะปีติสิ้นไป บรรลุ
ตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้ เป็นผู้มีอุเบกขา มีสติอยู่เป็นสุข บรรลุ
จตุตถฌาน ไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้มีอุเบกขา
เป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่ ฌานทั้งสี่นี้เรากล่าวว่า ความสุขเกิดแต่ความออกจากกาม ความสุข
เกิดแต่ความสงัด ความสุขเกิดแต่ความสงบ ความสุขเกิดแต่ความสัมโพธิ อันบุคคลควรเสพ
ควรให้เกิดมี ควรทำให้มาก

ไม่ควรกลัวแต่สุขนั้น ดังนี้.


ที่พระองค์ทรงเตือน คือ ไม่ให้ติดตันยินดีหรืออาลัยอยู่เพียงสุขจากสมาธิ เพราะมีวิมุตติสุขที่เหนือกว่านั้นขึ้นไปอีก....ท่านไม่ได้สอนให้กลัวสุขจากสมาธิ

สมาธิที่เป็นสัมมาสมาธิ ไม่ใช่ของน่ากลัวกันถึงขนาดนั้น

ถ้า กลัวสมาธิกันถึงขั้นต้องห้ามไม่ให้ทำให้จิตสงบ มันก็เป็นปัญหาแน่ๆ
โดยเฉพาะในสังคมยุคปัจจุบันที่ผู้คนเป็นโรคประสาทกังวล-ประสาทย้ำคิดย้ำทำกันเต็มไปหมด...ซึ่งคนกลุ่มนี้ จะได้รับอานิสงส์มากจากสมาธิเสียด้วยซ้ำ
__________________
บันทึกการเข้า

บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วย อาลัย
และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

http://yong69.hi5.com
YONG69MED30
Medicine 30th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 281

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 16


ปรมัตถ์แปลว่าสุดยอด555+


« ตอบ #11 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2008, 21:12:07 »

คำถาม

มีหลักฐานใดอีกจากระดับพระสูตร ที่แสดงว่า ไม่ได้ห้ามให้จิตสงบ(สมถะ) ก่อนเจริญปัญญา(วิปัสสนา)?



ความเห็น

พระไตรปิฎกเล่มที่ 31 พระสุตตันตปิฎก เล่ม 23
ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค ยุคนัทธวรรค ยุคนัทธกถา

ยุคนัทธวรรค ยุคนัทธกถา

[๕๓๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้

สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ ณ โฆสิตาราม ใกล้พระนครโกสัมพีณ ที่นั้นแล ท่านพระอานนท์เรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า

ดูกรอาวุโสทั้งหลาย
ภิกษุเหล่านั้นรับคำท่านพระอานนท์แล้ว
ท่านพระอานนท์ได้กล่าวว่า ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ก็ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง พยากรณ์อรหัตในสำนักเรา ด้วยมรรค ๔ ทั้งหมด หรือ ด้วยมรรคเหล่านั้นมรรคใดมรรคหนึ่ง

มรรค ๔ เป็นไฉน ฯ

ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้น เมื่อภิกษุนั้นเจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

อีกประการหนึ่ง ภิกษุเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้น เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องต้นอยู่ มรรคย่อมเกิดขึ้น ภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

อีกประการหนึ่ง ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป เมื่อภิกษุนั้นเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป มรรคย่อมเกิด ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป ฯ

อีกประการหนึ่ง ภิกษุมีใจนึกถึงโอภาสอันเป็นธรรมถูกอุทธัจจะกั้นไว้สมัยนั้น จิตย่อมตั้งมั่นสงบอยู่ภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นอยู่มรรคย่อมเกิดแก่ภิกษุนั้น ภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้น เมื่อภิกษุนั้นเสพ เจริญ ทำให้มากซึ่งมรรคนั้นอยู่ ย่อมละสังโยชน์ได้ อนุสัยย่อมสิ้นไป

ดูกรอาวุโสทั้งหลาย ก็ภิกษุหรือภิกษุณีรูปใดรูปหนึ่ง พยากรณ์อรหัตในสำนักเรา ด้วยมรรค ๔ นี้ทั้งหมด หรือ ด้วยมรรคเหล่านั้นมรรคใดมรรคหนึ่ง ฯ

[๕๓๕] ภิกษุเจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้นอย่างไร ฯ

ความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่านด้วยสามารถแห่งเนกขัมมะเป็นสมาธิ
วิปัสสนาด้วยอรรถว่าพิจารณาเห็นธรรมที่เกิดในสมาธินั้น โดยความเป็นสภาพไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ โดยความเป็นอนัตตา
ด้วยประการดังนี้สมถะจึงมีก่อน วิปัสสนามีภายหลัง เ
พราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เจริญวิปัสสนามีสมถะเป็นเบื้องต้น ฯ

ๆลๆ

[๕๓๘] ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปอย่างไร ฯ

ภิกษุย่อมเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป ด้วยอาการ ๑๖ คือ ด้วยความเป็นอารมณ์ ๑ ด้วยความเป็นโคจร ๑ ด้วยความละ ๑ ด้วยความสละ ๑ ด้วยความออก ๑ ด้วยความหลีกไป ๑ ด้วยความเป็นธรรมละเอียด ๑ ด้วยความเป็นธรรมประณีต ๑ ด้วยความหลุดพ้น ๑ ด้วยความไม่มีอาสวะ ๑ ด้วยความเป็นเครื่องข้าม ๑ ด้วยความไม่มีนิมิต ๑ ด้วยความไม่มีที่ตั้ง ๑ ด้วยความว่างเปล่า ๑ ด้วยความเป็นธรรมมีกิจเป็นอันเดียวกัน ๑ ด้วยความไม่ล่วงเกินกันและกัน ๑ ด้วยความเป็นคู่กัน ๑ ฯ

ภิกษุเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยอารมณ์อย่างไร ฯ

เมื่อภิกษุละอุทธัจจะ สมาธิ คือความที่จิตมีอารมณ์เดียวไม่ฟุ้งซ่าน มีนิโรธเป็นอารมณ์ ด้วยประการดังนี้ สมถะและวิปัสสนาจึงมีกิจเป็นอันเดียวกันเป็นคู่กัน ไม่ล่วงเกินกันและกัน ด้วยความเป็นอารมณ์
เพราะเหตุดังนี้นั้นท่านจึงกล่าวว่าเจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไปด้วยความเป็นอารมณ์ ฯ


จากพระสูตรนี้ แสดงให้เห็นว่า

สามารถ
1.เจริญสมถะก่อน แล้วตามด้วยวิปัสสนา(เจริญวิปัสสนาอันมีสมถะเป็นเบื้องต้น หรือ เจริญสมถะมีวิปัสสนาเป็นเบื้องหน้า)ได้
หรือ
2.เจริญสมถะและวิปัสสนาคู่กันไป

และ ในสมัยพุทธกาลนั้น ไม่ได้กลัวสมถะกันมากมายเหมือนในยุคนี้
บันทึกการเข้า

บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วย อาลัย
และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

http://yong69.hi5.com
YONG69MED30
Medicine 30th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 281

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 16


ปรมัตถ์แปลว่าสุดยอด555+


« ตอบ #12 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2008, 21:12:25 »

มี พระพุทธวจนะจากพระสูตรอื่นๆ ที่ตรัสถึง"ฌาน"


[๘๒] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า เราพึงเป็นโสดาบันเพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ ๓ พึงเป็นผู้มีอันไม่ตกต่ำเป็นธรรมดา เป็นผู้เที่ยงมีอันตรัสรู้เป็นเบื้องหน้าเถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล หมั่นประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วย วิปัสสนา พอกพูนสุญญาคาร.

[๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า เราพึงเป็นพระสกทาคามี เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ ๓ [และ] เพราะราคะ โทสะ โมหะ เป็นสภาพเบาบาง พึงมาสู่โลกนี้เพียงครั้งเดียว แล้วพึงทำที่สุดทุกข์ได้เถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้ทำให้บริบูรณ์ในศีล หมั่นประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วย วิปัสสนา พอกพูนสุญญาคาร.

[๘๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ถ้าภิกษุจะพึงหวังว่า เราพึงเป็นอุปปาติกสัตว์ เพราะความสิ้นไปแห่งโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ พึงปรินิพพานในพรหมโลกนั้น มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นธรรมดาเถิด ดังนี้ ภิกษุนั้นพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ในศีล หมั่นประกอบธรรมเครื่องระงับจิตของตน ไม่ทำฌานให้เหินห่าง ประกอบด้วย วิปัสสนา พอกพูนสุญญาคาร

ๆลๆ

พระไตรปิฎกเล่มที่ ๑๒ สุตตันตปิฎกที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์



คำว่า ฌาน ในอรรถนี้ สื่อถึง"สัมมาสมาธิ" เช่นกันครับ
บันทึกการเข้า

บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วย อาลัย
และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

http://yong69.hi5.com
YONG69MED30
Medicine 30th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 281

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 16


ปรมัตถ์แปลว่าสุดยอด555+


« ตอบ #13 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2008, 21:13:04 »

มีอีกพระสูตร

ที่พระพุทธองค์ ทรงตรัสถึงสุขจากฌานว่า พระองค์"ไม่กลัวต่อสุขอันเว้นจากกาม เว้นจากอกุศลธรรม" ซึ่งเกิดจากฌาน




สคารวสูตร


http://larndham.net/cgi-bin/tread.pl?start_book=13&start_byte=906254

[๗๕๒] ดูกรภารทวาชะ เรานั้นมีความคิดเห็นว่า
สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอดีต ได้เสวยทุกขเวทนาอันกล้า เผ็ดร้อนที่เกิดเพราะความเพียร อย่างยิ่งก็เพียงเท่านี้ ไม่ยิ่งไปกว่านี้ แม้สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในอนาคต จักเสวยทุกขเวทนาอันกล้าเผ็ดร้อนที่เกิดเพราะความเพียร อย่างยิ่งก็เพียงเท่านี้ ไม่ยิ่งไปกว่านี้. ถึงสมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในบัดนี้ ได้เสวยทุกขเวทนาอันกล้าเผ็ดร้อนที่เกิดเพราะความเพียรอย่างยิ่งก็เพียงเท่านี้ ไม่ยิ่งไปกว่านี้. ถึงเช่นนั้น เราก็ไม่ได้บรรลุญาณทัศนะอันวิเศษของพระอริยะอย่างสามารถ ยิ่งกว่าธรรมของมนุษย์ ด้วยทุกกรกิริยาอันเผ็ดร้อนนี้
จะพึงมีทางอื่นเพื่อความตรัสรู้กระมังหนอ.
เรามีความคิดเห็นว่า ก็เราจำได้อยู่ ในงานของท้าวศากยะผู้พระบิดาเรานั่งอยู่ที่ร่มไม้หว้ามีเงาอันเย็น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานอันมีวิตก วิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ทางนี้กระมังหนอ จะพึงเป็นทางเพื่อความตรัสรู้. เราได้มีวิญญาณอันแล่นไปตามสติว่า ทางนี้แหละเป็นทางเพื่อความตรัสรู้.
เรามีความคิดเห็นว่า เรากลัวต่อสุขอันเว้นจากกาม เว้นจากอกุศลธรรมนั้นหรือ? จึงมีความคิดเห็นว่า เราไม่กลัวต่อสุขอันเว้นจากกาม เว้นจากอกุศลธรรม.

[๗๕๓] ดูกรภารทวาชะ เรานั้นมีความคิดเห็นว่า อันบุคคลผู้มีกายอันถึงความซูบผอม
เหลือทนอย่างนี้ จะบรรลุถึงความสุขนั้นไม่ใช่ทำได้ง่าย ถ้ากระไร เราพึงกินอาหารหยาบ คือ ข้าวสุก ขนมกุมมาสเถิด. เราจึงกินอาหารหยาบ คือ ข้าวสุก ขนมกุมมาส. สมัยนั้น ภิกษุ(ปัญจวัคคีย์) ๕ รูป บำรุงเราอยู่ด้วยหวังใจว่า พระสมณโคดมจักบรรลุธรรมใด จักบอกธรรมนั้นแก่เราทั้งหลาย. แต่เมื่อเรากินอาหารหยาบ คือ ข้าวสุกและขนมกุมมาส. พวกภิกษุ (ปัญจวัคคีย์) ๕ รูปนั้น เบื่อหน่ายเราหลีกไปด้วยความเข้าใจว่า พระสมณโคดมเป็นผู้มักมาก คลายความเพียรเวียนมาเพื่อความเป็นผู้มักมาก.

ฌาน ๔
[๗๕๔] ดูกรภารทวาชะ ครั้นเรากินอาหารหยาบมีกำลังดีแล้ว
จึงสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่
บรรลุทุติยฌานมีความผ่องใสแห่งจิตในภายใน เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร เพราะวิตกวิจารสงบไป มีปีติและสุขเกิดแต่สมาธิอยู่
เรามีอุมีเบกขา มีสติสัมปชัญญะ และเสวยสุขด้วยนามกายเพราะปีติสิ้นไป บรรลุตติยฌานที่พระอริยะทั้งหลายสรรเสริญว่า ผู้ได้ฌานนี้เป็นผู้มีอุเบกขามีสติอยู่เป็นสุข
เราบรรลุจตุตถฌานอันไม่มีทุกข์ ไม่มีสุข เพราะละสุขละทุกข์และดับโสมนัสโทมนัสก่อนๆ ได้ มีอุเบกขาเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์อยู่.

พระสูตรนี้ เป็นการตรัสเล่าถึง การแสวงหาโมกขธรรมของพระพุทธองค์
เริ่มตั้งแต่ต้น จนตรัสรู้....

มีที่น่าสนใจ คือ พระองค์เองเคยไปฝึกบำเพ็ญอรูปสมาบัติ
คือ อากิญจัญญายตน กับ ท่านอาฬารดาบส
และ เนวสัญญานาสัญญายตน กับ อุทกดาบสมาแล้ว
แต่พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า ไม่ใช่ทางตรสรู้ จึงหลีกออกมา
และ ไปบำเพ็ญทุกรกิริยา จนเกือบสิ้นพระชนม์.... แต่ ก็ไม่บรรลุพระโพธิญาณ

จึงทรงหวลระลึก ถึงรูปฌานที่๑ ที่พระพุทธองค์เคยบำเพ็ญได้ตอนยังเป็นเจ้าชายสิตทัตถะ ดังที่ตรัสว่า
"....เรามีความคิดเห็นว่า ก็เราจำได้อยู่ ในงานของท้าวศากยะผู้พระบิดา
เรานั่งอยู่ที่ร่มไม้หว้ามีเงาอันเย็น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ทางนี้กระมังหนอ จะพึงเป็นทางเพื่อความตรัสรู้. เราได้มีวิญญาณอันแล่นไปตามสติว่า ทางนี้แหละเป็นทางเพื่อความตรัสรู้.
เรามีความคิดเห็นว่า เรากลัวต่อสุขอันเว้นจากกาม เว้นจากอกุศลธรรมนั้นหรือ? จึงมีความคิดเห็นว่า เราไม่กลัวต่อสุขอันเว้นจากกาม เว้นจากอกุศลธรรม....."


..............................................

ผมมีความเห็นว่า

การระมัดระวัง ไม่มัวเพลินติดตันในสุขจากสมาธิ เป็นแนวคิดที่มีเหตุผล

แต่ ถ้าเลยเถิด กลายเป็น"กลัวสุขจากสมาธิ" ซึ่งเป็นสุขอันเว้นจากกาม เว้นจากอกุศลธรรม ....จน "ห้ามไม่ให้ทำให้จิตสงบ"เลย ก็คงไม่ถูก
__________________
บันทึกการเข้า

บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วย อาลัย
และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

http://yong69.hi5.com
YONG69MED30
Medicine 30th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 281

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 16


ปรมัตถ์แปลว่าสุดยอด555+


« ตอบ #14 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2008, 21:13:23 »

ขอเสนอข้อมูลเพิ่มเติมครับ จากพระวิปัสสนาจารย์ผู้ทรงพระไตรปิฏก

จากหนังสือ พุทธวิทยาน่ารู้ ของพระครูศรีโชติญาณ (พระมหาแสวง โชติปาโล) เกี่ยวกับคู่มือวิปัสสนาเบื้องต้น ซึ่งผมเห็นว่าพระครูศรีโชติญาณ เป็นผู้หนึ่งที่เชี่ยวชาญทั้งด้าน คันถธุระ และ วิปัสสนาธุระ

http://abhidhamonline.org/sw.htm
--------------------------------------------------------------------------
ก่อนอื่นผู้ที่ประสงค์จะปฏิบัติวิปัสสนา จำเป็นจะต้องรู้หลักของการปฏิบัติสักเล็กน้อยก่อน เพราะถ้าไม่รู้หลักของการปฏิบัติ ก็จะปฏิบัติกันไม่ถูก อันนี้แหละที่เราเรียกว่ากันว่า " ปริยัติ" สำหรับในที่นี้จำเป็นจะขอแนะนำว่า การปฏิบัติวิปัสสนา ในทางพระพุทธศาสนาของเรานั้น มีอยู่ด้วยกัน ๒ แบบ คือ
แบบที่ ๑ เรียกว่า " สมถยานิกะ " คือ ทำฌานให้เกิดขึ้นเสียก่อน จนมีวสี ๕ อย่างคล่องแคล่วแล้วจึงถอนจิตออกจากฌาน แล้วจึงจะทำวิปัสสนาต่อไปได้โดยยกเอาองค์ฌานที่ปรากฏชัดที่สุดมาพิจารณา โดยความเป็นพระไตรลักษณ์
แบบที่ ๒ เรียกว่า " วิปัสสนายานิกะ " วิธีหลังนี้ทำวิปัสสนาล้วน ๆ เลย โดยที่ไม่มีสมถะที่เป็นฌานเข้ามาเจือปนเลย ที่พูดนี้อาจมีผู้สงสัยว่า ถ้าไม่สมถะให้เกิดสมาธิเสียก่อนแล้ว จะไปทำวิปัสสนาให้เกิดขึ้นได้อย่างไร เรื่องนี้ขอตอบว่าการทำตามวิธีที่ ๒ นี้ มิใช่จะปฏิเสธสมาธิแต่ผู้ที่สงสัย ต้องไม่ลืมว่าวิปัสสนานั้น อาศัยเกิดบนฐานของขณิกสมาธิที่มีอยู่(สมาธิที่เป็นขณะ ๆ ) ไม่ใช่สมาธิที่เป็นอุปจาระหรืออัปปนาอย่างที่บางคน หรือบางสำนักมีความเข้าใจกัน เพราะผู้ที่จะเจริญวิปัสสนาจำเป็นต้องเจริญไตรสิกขาไปพร้อมกัน ๆ กันทีเดียว มิใช่จะเจริญเพียงสิกขาใด สิกขาหนึ่งโดยเฉพาะก็หาไม่ หมายความว่า ขณะกำหนดอารมณ์ ศีล สมาธิ และปัญญา จะต้องร่วมทำกิจในอารมณ์เดียวกันนั่นเอง
-----------------------------------------------

สมถะ - วิปัสสนา จากพระไตรปิฏก อรรถกถา ท่านผู้รู้
http://larndham.net/index.php?showtopic=26325&per=1&st=2&#entry369546
บันทึกการเข้า

บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วย อาลัย
และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

http://yong69.hi5.com
YONG69MED30
Medicine 30th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 281

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 16


ปรมัตถ์แปลว่าสุดยอด555+


« ตอบ #15 เมื่อ: 24 พฤศจิกายน 2008, 21:13:44 »

จาก สคารวสูตร


มีจุดหนึ่ง ที่อาจจะชี้ให้เห็นว่า ทำไม ในหลายพระสูตรถึงตรัส สัมมาสมาธิว่า เป็นรูปฌาน๑ถึง๔
ทั้งๆที่ พระองค์เองเคยไปฝึกบำเพ็ญอรูปสมาบัติ
คือ อากิญจัญญายตน ๆลๆ
และ เนวสัญญานาสัญญายตน ๆลๆ มาก่อน
(แต่พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า ไม่ใช่ทางตรสรู้ จึงหลีกออกมา)


ในคราวที่พระองค์เห็นว่าการบำเพ็ญทุกรกิริยาไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ พระองค์ทรงหวลระลึก ถึงรูปฌานที่๑ ที่พระองค์เคยบำเพ็ญได้ ดังที่ตรัสว่า

"....เรามีความคิดเห็นว่า ก็เราจำได้อยู่ ในงานของท้าวศากยะผู้พระบิดา
เรานั่งอยู่ที่ร่มไม้หว้ามีเงาอันเย็น สงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม บรรลุปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขเกิดแต่วิเวกอยู่ ทางนี้กระมังหนอ จะพึงเป็นทางเพื่อความตรัสรู้. เราได้มีวิญญาณอันแล่นไปตามสติว่า ทางนี้แหละเป็นทางเพื่อความตรัสรู้. ...."


น่าสนใจว่า
ทำไมพระองค์ไม่ใช้อรูปสมาบัติที่เคยบำเพ็ญได้มาเป็นบาทในการตรัสรู้
แต่ ทำไมพระองค์ทรงพิจารณารูปฌาน๑ ว่า "ทางนี้แหละเป็นทางเพื่อความตรัสรู้"



คัดลอกมาจาก

http://larndham.net/index.php?showtopic=32368

บันทึกการเข้า

บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วย อาลัย
และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

http://yong69.hi5.com
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
` MeDicinE KKU Community `ห้องบรรยาย 1ชุมนุมต่างๆชุมนุมสู่แสงธรรม (ผู้ดูแล: Zhōu_Yú)หัวข้อ: สมถะ ที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้
กระโดดไป:  


Visitors counter
Since 6 March 2007