ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 
การค้นหาขั้นสูง

349,706 กระทู้ ใน 10,454 หัวข้อ- โดย 2,984 สมาชิก - สมาชิกล่าสุด: sone818

24 พฤษภาคม 2012, 14:43:16
` MeDicinE KKU Community `ห้องบรรยาย 1ชุมนุมต่างๆชุมนุมสู่แสงธรรม (ผู้ดูแล: Zhōu_Yú)หัวข้อ: วิปัสสนูกิเลส ความเข้าใจผิดหลังปฏิบัติธรรม
หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: วิปัสสนูกิเลส ความเข้าใจผิดหลังปฏิบัติธรรม  (อ่าน 1464 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
YONG69MED30
Medicine 30th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 281

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 16


ปรมัตถ์แปลว่าสุดยอด555+


« เมื่อ: 21 มีนาคม 2009, 01:43:38 »


วิปัสสนูปกิเลส  คือ  อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา ๑๐ อย่าง  ซึ่งจะเกิดแก่ผู้ได้วิปัสสนาญาณอ่อนๆ  ภาวะทั้งสิบนี้  เป็นสิ่งที่น่าชื้นชมอย่างยิ่ง  และไม่เคยเกิดมี    ไม่เคยประสบมาก่อน    จึงชวนให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจผิดว่า   ตนได้บรรลุมรรคผลแล้ว   ถ้าเข้าใจอย่างนั้น  ก็เป็นอันคลาดออกนอกวิปัสสนาวิถี    คือ  พลาดทางวิปัสสนา   แล้วก็จะทิ้งกรรมฐานเสีย  นั่งชื้นชมอุปกิเลสของวิปัสสนาอยู่นั่นเอง   วิธีปฏิบัติที่ถูกต้อง คือ  ให้รู้เท่าทันเมื่อมันเกิดขึ้น   ก็ให้กำหนดพิจารณาด้วยปัญญา  มีสติสัมปชัญญะก็แก้ไขได้
วิปัสสนูปกิเลส  ๑๐  อย่าง
๑. โอภาส  แสงสว่าง   ซึ่งรู้สึกว่างามเจิดจ้า  แผ่ซ่านไปสว่างไสว  ไม่เคยมีมาก่อน
๒. ญาณ  ความหยั่งรู้ที่เฉียบแหลมคมกล้า   รู้สึกเหมือนว่า จะพิจารณาอะไรเป็นไม่มีติดขัด
๓. ปิติ  ความเอิบอิ่มใจ  รู้สึกเต็มเปี่ยมไปทั่วทั้งตัว
๔. ปัสสัทธิ   ความสงบเย็น   เกิดความรู้สึกว่า ทั้งกายและใจสงบสนิท  เบานุ่มนวล  คล่องแคล่ว  แจ่มใสเหลือกิน   ไม่มีความกระวนกระวาย   ความกระด้าง   หนัก   ความไม่สบาย   หรือ ความรำคาญ  ขัดขืนใดๆเลย
๕. สุข   มีความสุขที่ประณีต   ละเอียดอ่อน   ลึกซึ้ง   อย่างยิ่งแผ่ไปทั่วทั้งตัว
๖. อธิโมกข์  เกิดศรัทธาอย่างแรงกล้า  ประกอบเข้ากับวิปัสสนา   ทำให้จิตใจมีความผ่องใสอย่างเหลือเกิน
๗. ปัคคาหะ   ความเพียรที่ประกอบกับวิปัสสนา  ซึ้งพอเหมาะพอดี  เดินเรียบ  ไม่หย่อนไม่ตึง
๘. อุปัฏฐาน   สติที่กำกับชัด   มั่นคง  ไม่สั่นไหว  จะนึกถึงอะไร ก็รู้สึกว่า  ระลึกได้คล่องแคล่ว  ชัดเจน  เหมือนดังแล่นไหลไปถึงหมด
๙. อุเบกขา   ภาวะจิตที่ราบเรียบ  เที่ยง  เป็นกลางในสังขารทั้งปวง
๑๐. นิกันติ   ความพอใจ ติดใจ ที่สร้างความอาลัยในวิปัสสนา  มีอาการสงบสุขุม  ซึ่งความจริงเป็นตัณหาที่ละเอียดแต่ผู้ปฏิบัติไม่สามารถจับได้ว่าเป็นกิเลส

สมาชิกต่อไปนี้ให้ Gift คุณ:

Math

บันทึกการเข้า

บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วย อาลัย
และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

http://yong69.hi5.com
YONG69MED30
Medicine 30th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 281

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 16


ปรมัตถ์แปลว่าสุดยอด555+


« ตอบ #1 เมื่อ: 21 มีนาคม 2009, 01:44:57 »

วิปัสสนาญาณ   ๙

ก)  อุทยัพพานุปัสสนาญาณ                 ปรีชาคำนึงเห็นทั้งความเกิดทั้งความดับแห่งสังขาร.
ข)  ภังคานุปัสสนาญาณ                       ปรีชาคำนึงเห็นความดับ.
ค)  ภยตูปัฏฐานญาณ                            ปรีชาคำนึงเห็นสังขารปรากฏ,เป็นของน่ากลัว
ง)  อาทีนวานุปัสสนาญาณ                   ปรีชาคำนึงเห็นโทษของสังขาร.
จ)  นิพพิทานุปัสสนาญาณ                   ปรีชาคำนึงถึงความเบื่อหน่ายสังขาร  ได้แก่  ความเบื่อหน่าย                   

                                                                   ในการครองและการบริหารเบญจขันธ์เป็นต้น
ฉ)  มุญจิตุกามยตาญาณ                        ปรีชาคำนึงด้วยใคร่จะพ้นไปเสียจากข่ายนี้ ดุจสัตว์ติดอยู่ใน

                                                                   ข่าย  ใคร่จะหลุดพ้นไปเสียจากข่าย.
ช)  ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ                  ปรีชาคำนึงด้วยพิจารณาหาทางเป็นเครื่องพ้นไปเสีย.
ซ)  สังขารรุเปกขาญาณ                         ปรีชาคำนึงด้วยความวางเฉยเสีย  ดุจบุรุษผู้วางเฉยใน

                                                                    ภรรยา  อันหย่าขาดจากกันแล้ว
ฌ)  สัจจานุโลมิกญาณ                          ปรีชาเป็นไปโดยสมควรแก่กำหนดรู้อริยสัจ  เป็นไปในขณะ

                                                                   แห่งจิต  อันได้ชื่อว่าอนุโลม  เกิดขึ้นในลำดับแห่งมโนทวาร

                                                                  วัชชนะ  อันตัดภวังค์  เกิดขึ้นในขณะอริยมรรคจักเกิด

                                                                   ในที่สุดแห่งสังขารรุเปกขาญาร.


๒.     วิปัสสนูกิเลส ๑๐  (ธรรมเครื่องเศร้าหมองของวิปัสสนา)

เกิดขึ้นในลำดับแห่งวิปัสสนาญาณที่ ๑-๒ (อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ  และ  ภังคานุปัสสนา
ญาณ)  ขณะเมื่อพิจารณาเห็นสังขารหรือเบญจขันธ์  นามรูป  และทั้งปัจจัย  มีสภาพไม่เที่ยง  (อนิจฺจํ)  เป็นทุกข์  (ทุกฺขํ)  และมิใช่ตัวตน (อนตฺตา)  ธรรม  ๑๐  ประการ  ดังต่อไปนี้  อาจเกิดขึ้น   แล้ว  ผู้บำเพ็ญพิศวงหลงไปว่า  “มรรค  ผล  เกิดแล้วแก่เรา, เราได้สำเร็จมรรคผลแล้ว”  เป็นเหตุให้หยุดความเพียร  และ/หรือ เกิดตัณหา  มานะ ทิฏฐิ  หลงตัวหลงตนเอง  ถ้าไม่หลง  ก็ไม่เป็นวิปัสสนูปกิเลส  คือ

๑.  โอกาส                   แสงสว่างซ่านออกจากสรีรายยพ

๒.  ปีติ                         ทำกายและจิตให้อิ่มแผ่ซ่านไปทั่วสรีรกาย

๓.  วิปัสสนาญาณ     ความเห็นแจ้งแก่กล้า  เห็นนามรูปแจ้งชัด

๔.  ปัสสัทธิ                 ความสงบกาย  สงบจิต  ระงับความกระวนกระวายเสียได้

๕.  สุข                         ความสุขอันประณีตเป็นไปในกายและจิต

๖.  อธิโมกข์                ความเชื่อมั่นมีกำลังกล้าเป็นที่ผ่องใสของจิตและเจตสิก

๗.  ปัคคหะ                 ความเพียรไม่ยิ่งไม่หย่อน  ประคองจิตไว้  ด้วยดีในอารมณ์  ทำจิตให้

                                      เป็นไปเสมออยู่ได้

๘.  อุปัฏฐาน               สติตั้งมั่นรักษาอารมณ์ไว้ด้วยดี
๙.  อุเบกขา                  ความเป็นธรรมมัธยัสถ์ในสังขารทั้งสิ้นมีกำลังกล้านัก
๑๐. นิกกันติ                ความรักใคร่  ทำความอาลัยในวิปัสสนานัก  มีอาการสุขุมละเอียด


               เมื่อธรรม ๑๐ อย่าง  อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้น  ผู้บำเพ็ญก็ไม่ยินดี  ไม่หลงในธรรมที่เป็นอุปกิเลส ไม่หยุดความเพียรเพราะเข้าใจว่าไม่ใช่ทางมรรคผล  ไม่ใช่ทางวิปัสสนา  ทางวิปัสสนาอย่างอื่นต่างหาก  รู้แห่งแจ้งชัดว่า  นี้ทาง  นี้มิใช่ทาง  เช่นนี้ชื่อว่า  มัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ

               ผู้ปฏิบัติสมถวิปัสสนาภาวนา  ตามแบบ  ที่หลวงพ่อวัดปากน้ำ  พระมงคลเทพมุนี (สด  จนฺทสโร)  ท่านปฏิบัติแล้วสอนถึงธรรมกายที่สุดละเอียดและถึงอายตนะนิพพาน ไม่ปรากฏวิปัสสนูปกิเลส  คือไม่หลงติดอยู่ในธรรม  (วิปัสสนูปกิเลส)  เหล่านี้แต่อย่างใด  เพราะเป็นการปฏิบัติภาวนาที่ผ่านกายในกาย  เวทนาในเวทนา  จิตในจิต  และ ธรรมในธรรม  เป็น  ณ  ภายใน  ละเอียด เข้าไป  จากสุดหยาบไปถึงสุดละเอียด  ถึงธรรมกาย  เมื่อใช้ญาณธรรมกายพิจารณาสภาวธรรม  แล้วธรรมกายก็ทำนิโรธ  (ไม่ใช่นิโรธสมาบัติ)  ดับสมุทัย  ดับหยาบไปหาละเอียด  จนสุดละเอียด  ถึงอายตนะนิพพาน   ยึดหน่วงพระนิพพานเป็นอารมณ์  (นิพพานเป็นปรมัตถธรรมที่ไม่มีอารมณ์)  อยู่เสมอ  จนกว่าจะถึงความบรรลุมรรค ผล  นิพพาน  ตามระดับภูมิธรรมที่ปฏิบัติได้


สมาชิกต่อไปนี้ให้ Gift คุณ:

Math

บันทึกการเข้า

บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วย อาลัย
และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

http://yong69.hi5.com
YONG69MED30
Medicine 30th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 281

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 16


ปรมัตถ์แปลว่าสุดยอด555+


« ตอบ #2 เมื่อ: 21 มีนาคม 2009, 01:49:34 »

โทษของอุปกิเลส ๑๐

(วิปัสสนูปกิเลส)



หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี

จากส่วนหนึ่งของ โมกขุบายวิธี



         ลักษณะอาการและการละกิเลส เป็นต้น ของฌานและสมาธิ  ผิดกันดังแสดงมา ฌานมีความน้อมเชื่อมาก วิริยะและปีติแรง กำลังใจกล้า โลดโผนทุกๆ อย่าง สรุปแล้ว เมื่อจิตน้อมไปตามอารมณ์ของฌาน ถ้าผู้ติดฌาน หลงฌานอย่างหนักหน่วงแล้ว จิตของตนแทบจะไม่เป็นตัวของตัวเองเสียเลยก็ว่าได้ ที่จริงฌานเมื่อเกิดขึ้นเป็นของน่าตื่นเต้น ผู้ฝึกหัดใหม่จึงชอบนัก แต่ฌานเป็นของได้ง่ายพลันหาย เพราะตกอยู่ใต้อำนาจของโลกธรรม๘  ส่วน(สัมมา)สมาธิเมื่อเกิดขึ้นแล้วเป็นไปอย่างเรียบๆ เพราะมีสติรอบคอบตามภูมิของตน และยึดเอาไตรลักษณะเป็นอารมณ์ (webmaster - หมายถึง จิตตั้งมั่นแล้วพิจารณาอยู่ในธรรมดังพระไตรลักษณ์ได้อย่างแนบแน่น) ไม่หลงลืมตัว ค่อยได้ค่อยเป็นไปละเอียดลงโดยลำดับ ได้แล้วไม่ค่อยเสื่อมเป็นโลกุตตรธรรม บางคนจะไม่รู้สึกตื่นเต้นในเมื่อตนได้สมาธิ เพราะไม่ได้คำนึงถึงอาการที่ตนได้มี แต่ตั้งหน้าจะทำสมาธินั้นให้มั่นและละเอียดถ่ายเดียว  ฌานเป็นของน่าสนุกสนาน มีเครื่องเล่นมาก มีเรื่องแปลกๆ ทำให้ผู้ไม่รู้เท่าตามความเป็นจริงหลงติดจมอยู่ในฌาน อาการที่จิตหลงติดจมอยู่นั้นคือโทษ ของอุปกิเลส๑๐ พึงสังเกตต่อไป

[webmaster - สมาธิและฌานต่างเป็นอาการของจิตหรือเจตสิกอย่างหนึ่ง  จึงคล้ายดั่งการกำมือและการแบมือ ต่างล้วนเป็นอาการหรือกริยาของ"มือ"ที่แปรเปลี่ยนไปได้  ดังนั้นจึงควรทำความรู้จักไว้ทั้งสอง เพราะย่อมต้องมีกริยาของการแบมือบ้าง,กำมือบ้างเป็นธรรมดา  กล่าวคือบางครั้ง, บางสถานการณ์จึงมีการสลับเปลี่ยนกันบ้างโดยธรรมคือธรรมชาติได้เป็นธรรมดา

ส่วนสมาธินั้น  ถ้าไม่เป็นสัมมาสมาธิ คือไม่ได้นำไปพิจารณาธรรมให้เกิดปัญญาดังกล่าวข้างต้นแล้ว  ก็จะเกิดอุปกิเลสเช่นกัน มักติดในความสงบ(ปัสสัทธิ)  ติดแช่นิ่ง(อุเบกขา) ]

         โอภาส แสงสว่างย่อมปรากฏในมโนทวารวิถี ขณะเมื่อจิตเข้าถึงฌาน (ภวังค์) เมื่อจิตน้อมเชื่อไปตามแสงสว่าง และแสงสว่างนั้นก็ขยายวงกว้างออกไป มีอาการแปลกๆ ต่างๆ เหลือที่จะพรรณา

         ญาณ ความรู้สิ่งต่างๆ บางทีจนกำหนดตามไม่ทัน ไม่ทราบว่ารู้อะไรบ้าง ทั้งสิ่งที่เคยรู้เคยเห็น ทั้งสิ่งที่ไม่เคยรู้เคยเห็น มิใช่รู้อยู่กับสิ่งที่รู้ ยังสอดส่ายไปตามอาการตลอดถึงคนอื่น สัตว์อื่น ทีแรกจริงบ้างไม่จริงบ้าง  นานๆ เข้าก็เหลว

         ปีติ ทำให้อิ่มใจจนลืมตัว

        ปัสสัทธิ ทำให้สงบจากอารมณ์ภายนอก กลับเข้ามายุ่งอยู่กับอารมณ์ภายในจนไม่เป็นอันกินอันนอน เมื่อเป็นอย่างนี้นานเข้า ธาตุย่อมกำเริบ จิตก็ฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ต่างๆ

        สุข ทำให้สบายอยู่ด้วยอาการทั้งหลายดังกล่าวมา ถึงกับไม่ต้องรับประทานข้าวน้ำก็มี

        อธิโมกข์ ทำให้เกิดจิตน้อมเชื่อไปในนิมิตและแสงสว่าง ความรู้มีมากเท่าไร อุปกิเลสทั้ง ๑๐ ก็ยิ่งมีกำลังรุนแรงทวีขึ้น

        ปัคคาหะ ทำให้เพียรกล้าไม่หยุดหย่อนท้อถอย มีญาณความรู้คอยกระซิบตักเตือนให้ทำอยู่เสมอ

        อุปัฏฐาน ช่วยให้สติแข็งแกร่งอยู่เฉพาะในอารมณ์นั้น แต่ขาดสัมปชัญญะ ไม่รู้สิ่งที่ควรและไม่ควร

        ถ้าอุปกิเลสทั้ง ๘ ตัวดังกล่าวมาหรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่งยังเกิดมีอยู่ อุเบกขา(ในวิปัสสนูปกิเลส)ก็จะไม่เกิด ถ้าทั้ง ๘ นั้นสงบลงแม้ชั่วขณะหนึ่ง อุเบกขา และ นิกันติ จึงจะเกิดขึ้น

        อุปกิเลส ๑๐ นี้มิใช่จะเป็นโทษแก่วิปัสสนาเท่านั้น ยังสามารถทำให้เกิดวิปลาสต่างๆ จนต้องเสียผู้เสียคนไปก็ได้ เรื่องทั้งนี้เคยมีมาแล้วในอดีต หากอาจารย์ผู้สอนไม่เข้าใจ มุ่งส่งเสริมศิษย์ให้ยึดเอาเป็นของจริงแล้วก็จะทำให้ศิษย์เสียจนแก้ไม่ตก  เมื่อมีเรื่องวิปลาสเกิดขึ้นเช่นนั้น ผู้รู้เท่าและเคยผ่านมาแล้วจึงจะแก้ได้

วิธีแก้วิปลาส

         อาจารย์ผู้สอนก็ดี ลูกศิษย์ผู้เจริญภาวนาก็ดี เมื่อเข้าใจวิถีจิตที่เข้าเป็นฌานแล้ว จงระวังอุปกิเลส ๑๐ จะเกิดขึ้น ถ้าจิตเข้าถึงฌานแล้ว อุปกิเลสไม่ทั้งหมดก็อย่างใดอย่างหนึ่งจะต้องเกิดขึ้นสำหรับนิสัยของบางคน แต่บางคนก็ไม่มีเลย(หมายถึงปฏิบัติมาอย่างถูกต้อง - ผู้เขียน) ถ้ามันเกิดขึ้นเราควรปฏิบัติดังต่อไปนี้

         ๑. เมื่ออุปกิเลสเกิดขึ้นแล้ว พึงทำความรู้เท่าว่า นี่เป็นอุปกิเลสเป็นอุปสรรคแก่วิปัสสนาปัญญา และอุปกิเลสนี้เกิดจากฌานหาใช่อริยมรรคไม่  ถึงแม้วิปัสสนาญาณ ๙ แปดข้อเบื้องต้นก็เช่นเดียวกัน อย่าได้น้อมจิตส่งไปตามด้วยเข้าใจว่าเป็นของจริงของแท้ พึงเข้าใจว่านั่นเป็นแต่เพียงภาพอันเกิดจากมโนสังขาร คือจิตปรุงแต่งขึ้นด้วยอำนาจของฌานเท่านั้น พึงหยิบยกเอาพระไตรลักษณญาณขึ้นมาตัดสินว่า อุปกิเลสทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะฌาน ฌานก็เป็นโลกิยะ อุปกิเลสก็เป็นโลกิยะ โลกิยะทั้งหลายเป็นของไม่เที่ยง สิ่งที่ไม่เที่ยงแท้ถาวรนั้นแหละเป็นทุกข์ เพราะทนต่อความเที่ยงแท้ถาวรไม่ได้ แล้วก็แตกสลายดับไปตามสภาพของมันเอง ซึ่งไม่มีใครจะมีอำนาจห้ามปรามไม่ให้มันเป็นเช่นนั้นได้ ซึ่งเรียกว่า อนัตตา เมื่อยกเอาพระไตรลักษณญาณขึ้นมาตัดสิน ถ้าจิตเกิดปัญญาน้อมลงเห็นตามพระไตรลักษณะแล้ว จิตก็จะถอนออกจากอุปาทานที่เข้าไปยึดอุปกิเลสนั้น แล้วจะเกิดปัญญาญาณเดินตามทางอริยมรรคได้เป็นอย่างดี แต่ถ้าแก้อย่างนั้นด้วยตนเองไม่ได้ผล คนอื่นช่วยแก้ก็ไม่สำเร็จ เพราะผู้เป็นหลงเข้าไปยึดมั่นสำคัญเอาเป็นจริงเป็นจังเสียแล้ว บางทีจนทำให้ซึมเซ่อมึนงงไปหมดก็ดี จึงควรใช้วิธีที่ ๓ วิธีสุดท้าย

         ๒. เมื่อรู้เท่าทันและเห็นโทษอย่างนั้นแล้ว จงคอยระวังจิตอย่าให้จิตน้อมเข้าสู่ความสุขเอกัคคตารวมเป็นหนึ่งได้ และอย่ายึดเอาอารมณ์ใดๆ อันเป็นความสุขภายในของใจ แล้วจงเปลี่ยนอิริยาบถ ๔ ให้เสมอ อย่ารวมอินทรีย์อันเป็นเหตุจะให้จิตรวม(เป็นสมาธิหรือฌานได้ - webmaster) แต่ให้มีการงานทำเพื่อให้มันลืมอารมณ์ความสุขสงบเสีย (แต่ไม่ควรเป็นแบบซ้ำซ้อนและต่อเนื่อง - webmaster)  แต่ถ้าจิตรวมลงไปจนเกิดวิปลาสขึ้นแล้ว จิตเข้าไปยึดถือจนแน่นแฟ้นจนสำคัญตัวว่าเป็นผู้วิเศษไปต่างๆ นานา  มีทิฐิถือรั้นไม่ยอมฟังเสียงใครๆ ทั้งหมด เมื่อถึงขั้นนี้แล้วก็ยากที่จะแก้ตัวเองได้ ถึงแม้อาจารย์หากไม่ชำนาญรู้จักปมด้อยของศิษย์ หรือไม่เคยผ่านเช่นนั้นมาก่อนแล้ว ก็ยากที่จะแก้เขาได้ ฉะนั้น จึงควรใช้...

         วิธีที่ ๓ วิธีสุดท้าย คือใช้วิธีขู่ขนาบให้กลัวหรือให้เกิดความโกรธอย่างสุดขีดเอาจนตั้งตัวไม่ติดยิ่งดี แต่ให้ระวังอย่าให้หนีได้ ถ้าหนีไปแล้วจะไม่มีหนทางแก้ไขเลย เมื่อหายจากวิปลาสแล้วจึงทำความเข้าใจกันใหม่ วิธีสุดท้ายนี้ โดยมากมักใช้กับผู้ที่ติดในภาพนิมิตได้ผลดีเลิศ

         ผู้ที่หลงติดในภาพนิมิต มีหัวรุนแรงกว่าความเห็นวิปลาส ฉะนั้น วิธีแก้จึงไม่ค่อยผิดแผกกันนัก............

.........พระศาสดาได้เสด็จอุบัติขึ้นในภพในขันธ์ และสาวกก็เช่นนั้นเหมือนกัน แต่คำสอนของพระองค์สอนให้ละภพละขันธ์อันเป็นโลกิยะจนเข้าถึงโลกุตตระ ดังนั้นธรรมอุบายที่จะให้ละจึงมีทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ แม้ปัญญาซึ่งเกิดแต่การฝึกหัดนั้นก็มีทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระเหมือนกัน จึงเป็นการยากแก่ผู้ที่มีภูมิ (คือฌานและสมาธิ) ไม่เพียงพอ ปัญญาไม่ละเอียดพอ จะเฟ้นเอาสาระประโยชน์จากชีวิตอันนี้ได้ ถ้าหลงเข้าใจผิดยึดเอาสิ่งที่มิใช่สาระว่าเป็นสาระแล้ว ก็ลงเอวังกันเลย


         ผู้ปฏิบัติพึงระลึกเสมอว่า ภพกายหลงง่ายละยาก  ภพจิตหลงยากละยาก  นิมิตและญาณที่เกิดแต่ฌานก็หลงง่ายละยาก  แต่ที่เกิดแต่สมาธิหลงยากละง่าย เพราะเกิดแต่สมาธิเป็นอุบายของปัญญาเพื่อให้ละถอนอุปธิเข้าถึงสารธรรมโดยตรง


สมาชิกต่อไปนี้ให้ Gift คุณ:

Math

บันทึกการเข้า

บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วย อาลัย
และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

http://yong69.hi5.com
thankly
ก้อนกรวดริมทาง
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 1

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 0


เว็บไซต์
« ตอบ #3 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2012, 08:52:45 »

ดีเนอะ
บันทึกการเข้า

Math
PreMed 40th KKU
ก้อนกรวดริมทาง
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 6
-เขาให้: 2


« ตอบ #4 เมื่อ: 10 พฤษภาคม 2012, 15:14:25 »

ซึ้งมากครับ ขอบคุณๆๆ T^T
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
` MeDicinE KKU Community `ห้องบรรยาย 1ชุมนุมต่างๆชุมนุมสู่แสงธรรม (ผู้ดูแล: Zhōu_Yú)หัวข้อ: วิปัสสนูกิเลส ความเข้าใจผิดหลังปฏิบัติธรรม
กระโดดไป:  


Visitors counter
Since 6 March 2007