ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 
การค้นหาขั้นสูง

349,709 กระทู้ ใน 10,455 หัวข้อ- โดย 2,984 สมาชิก - สมาชิกล่าสุด: sone818

24 พฤษภาคม 2012, 21:43:02
` MeDicinE KKU Community `ห้องบรรยาย 1ชุมนุมต่างๆชุมนุมสู่แสงธรรม (ผู้ดูแล: Zhōu_Yú)หัวข้อ: วิปลาส
หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: วิปลาส  (อ่าน 865 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
YONG69MED30
Medicine 30th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 281

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 16


ปรมัตถ์แปลว่าสุดยอด555+


« เมื่อ: 14 มิถุนายน 2009, 06:37:42 »


วิปลาสเกิดขึ้นเนื่องมาจากกิเลสตัณหาโดยกิเลสตัณหาเป็นสิ่งที่บดบังมิให้เกิดปัญญาในการมองเห็นตามจริง ทั้งนี้เพื่อความเข้าใจ สามารถอธิบายถึง กิเลส ได้ดังนี้

        พระเมธีธรรมาภรณ์(ประยูร ธมฺมจิตฺโต), 2539ก: 16-17) อธิบายเกี่ยวกับลักษณะจิตของคนเราตามหลักพุทธศาสนา ว่า

        … พระพุทธศาสนาสอนว่า สภาพจิตใจของคนเราเป็นประภัสสร คือ ผ่องใส พระพุทธเจ้าตรัสว่า ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ อาคนฺตุเกหิ อุปกฺกิเลเสหิ อุปกฺกิสิฏฐํ แปลว่า ภิกษุทั้งหลายจิตนี้ประภัสสรผ่องใส แต่เศร้าหมองเพราะมีอุปกิเลสจรมา…บางคนตีความว่าจิตประภัสสรผ่องใส คือ ไม่มีอะไรเลย เด็กเกิดมาไม่มีกิเลสตัณหา…การตีความเช่นนี้ทำให้จิตของเด็กดูเหมือนจะใสบริสุทธิ์ไม่ต่างจากจิตของพระอรหันต์…อันที่จริง คำบาลีว่า ประภัสสร มาจากคำว่า ปภา แปลว่าแสงหรือรัศมี กับ สร แปลว่า ส่องแสงหรือแผ่ซ่าน ดังนั้น คือ จิตของเราส่องแสงแผ่ซ่านไปในที่ใด ที่นั้นก็เปิดเผยให้เรารู้…

           โดยพระเมธีธรรมาภรณ์(ประยูร ธมฺมจิตฺโต)(2539ก: 17) ได้เปรียบเทียบว่าแสงที่ส่องนั้น เป็นเหมือนเช่นไฟฉาย คือ ถ้าแสงจากไฟฉายนั้น สว่าง กระจ่าง ก็ย่อมทำให้เราเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้แจ่มแจ้งชัดเจน แต่หากมีกระดาษแก้วสีต่าง ๆ มาปิดบังทางของแสงไว้ สิ่งที่เราเห็นย่อมเป็นสีสันตามกระดาษสีนั้นๆ ความว่า

            …จิตที่ประภัสสรส่องแสง กลายเป็นขุ่นมัวเศร้าหมองเพราะเจือปนกับกิเลส เช่น โลภะ โทสะ ถ้าจิตมีโลภะก็คิดเอามาเป็นของตน ถ้าจิตมีโทสะก็คิดผลักไสออกไป บางครั้งก็อยากฆ่า อยากทำลาย ฉะนั้นจิตจึงเกิดขึ้นมาพร้อมกับเครื่องปรุงต่าง ๆ เหมือนไฟฉายที่มีกระดาษสีห่อหุ้ม กระดาษสีคือเจตสิก ที่เกิดดับพร้อมกันกับจิต…เจตสิกแปลว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับจิตเป็นองค์ประกอบของจิต ถ้าหากว่าจิตเกิดขึ้นมาผ่องใสเหมือนน้ำในแก้ว เจตสิกคือสีที่เติมลงไปในน้ำแก้วนั้น แม้จิตจะประภัสสรส่องแสง จิตก็มีกิเลสตัณหาติดมาตั้งแต่เกิด…

            เพื่อความเข้าใจ สามารถอธิบายถึง กิเลส เพิ่มเติมได้ ดังนี้

            กิเลส แปลว่า “สิ่งที่ทำให้ใจเศร้าหมอง, ความชั่วที่แฝงอยู่ในความรู้สึกนึกคิด ทำให้จิตใจขุ่นมัวไม่บริสุทธิ์” (พระธรรมปิฎก(ป. อ. ปยุตฺโต), 2543ก: 18) เป็นธรรมชาติที่ทำให้จิตใจเศร้า-หมอง เร่าร้อน ได้แก่ อกุศลเจตสิก 14 อย่าง คือ “ โมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ โลภะ ทิฏฐิ มานะ โทสะ อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะ ถีนะ มิทธะ และ วิจิกิจฉา โดยย่อแล้ว ได้แก่ อกุศลมูล 3 คือ โลภะ โทสะ โมหะ” (แนบ, 2546ก: 73)

            ระดับของกิเลส สามารถแบ่งเป็น 3 ระดับ ด้วยกัน โดยพระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต)(2539ก: 19-23) อธิบายไว้ใน หนังสือชื่อ การควบคุมสัญชาติญาณ สรุปความโดยสังเขป ดังนี้ 

            1. อนุสัยกิเลส (กิเลสอย่างละเอียด)

            “…หรือ สังโยชน์ เป็นกิเลสชนิดละเอียด ไม่อาจขจัดได้ด้วยกำลังสมาธิ พระศาสดาจึงทรงแสดงปัญญาไว้ เพื่อเป็นเครื่องมือในการทำลายกิเลสประเภทนี้…” (พระราชธรรมนิเทศ(ระแบบ ฐิตญาโณ), 2546: 346) โดยทุกคนที่ยังไม่ได้เป็นพระอรหันต์มีอนุสัยกิเลสกันทั้งสิ้น ประกอบด้วย
 
                         1.1 ราคานุสัย เรียกว่า เชื้อแห่งราคะ เป็นไวพจน์ของคำว่าโลภะ(ความโลภ) ตัณหา(ความอยาก) อภิชฌา(ความเพ่งเล็งอยากได้ของเขา) ดังนั้นราคานุสัยจึงได้แก่เชื้อแห่งความต้องการ อยากได้ทุกประเภท

                         ทั้งนี้ตัณหานั้นไม่ได้หมายความถึงความอยากในเรื่องกามารมณ์แต่เพียงอย่างเดียว “…ในภาษาบาลีตัณหา หมายความถึง ความอยากทุกชนิด อยากด้วยความโง่ด้วย ไม่ใช่อยากด้วยสติปัญญาหรือความฉลาด มันจึงต้องเป็นความอยากที่มีมูลมาจากความโง่ ความหลงทุกชนิดไม่ได้มีมูลมาจากปัญญา…” (พุทธทาส, 2512: 140) “…โดยจิตนั้นมีกิเลสตัณหาติดมาตั้งแต่เกิด....” (พระเมธีธรรมาภรณ์ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต), 2539ก: 17)

                         ตัณหาจะแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทด้วยกัน โดยพระธรรมปิฎก(ป. อ. ปยุตฺโต) (2544: 130-131) ได้อธิบายไว้ในพุทธธรรม ฉบับเดิม คือ

                         1) กามตัณหา คือ ความอยากได้สิ่งสำหรับสนองความต้องการทางประสาททั้ง 5

                         2) ภวตัณหา คือ ความอยากได้สิ่งต่างๆ โดยสัมพันธ์กับภาวะชีวิตอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือความอยากในภาวะชีวิตที่จะอำนวยสิ่งปรารถนานั้นๆ ได้ ในความหมายที่ลึกลงไป คือ ความอยากในความมีอยู่ของตัวตนที่จะได้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง

                         3) วิภวตัณหา คือ ความอยากให้ตัวตนพ้นไป ขาดหาย พราก หรือสูญสิ้นไปจากสิ่งหรือภาวะชีวิตที่ไม่ปรารถนานั้นๆ ตัณหาชนิดนี้แสดงออกในรูปที่หยาบ เช่น ความรู้สึกเบื่อหน่าย ความเหงา ว้าเหว่ ความเบื่อตัวเอง ความชังตัวเอง ความสมเพชตนเอง เป็นต้น

                         ตัณหาหรือความอยากนั้น มีมูลมาจากอวิชชา (ภาวะที่ปราศจากความรู้อันถูกต้อง) และตัวตัณหาเอง ซึ่งทำให้เกิดอุปาทานหรือความยึดมั่นถือมั่น “…เมื่ออยากได้สิ่งใดแล้ว ก็ยึดมั่นเกาะเกี่ยวเหนียวแน่น ผูกมัดตัวตนไว้กับสิ่งนั้น ยิ่งอยากได้มากเท่าใดก็ยิ่งยึดมั่นแรงขึ้นเท่านั้น…” (พระธรรมปิฎก(ป. อ. ปยุตฺโต), 2544: 131) “…มันไม่ใช่ตัวความอยาก แต่มันเป็นความยึดเข้าแล้ว ตามอำนาจของความอยาก ตัณหาคือความอยาก อุปาทานคือความยึด…” (พุทธทาส, 2542ค: 141) จึงกล่าวได้ว่า เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์นั้นมุ่งไปยังตัณหาโดยตรง และอุปาทานกับอวิชชานี้เป็นโดยอ้อม
 
                        1.2 ปฏิฆานุสัย คือ เชื้อแห่งความขุ่นข้องหมองใจ เป็นรากเหง้าของโทสะ ความโกรธพยาบาท

                        1.3 อวิชชานุสัย คือ เชื้อแห่งอวิชชา ได้แก่ความไม่รู้ในสิ่งที่ควรรู้ และรู้ในสิ่งที่ไม่ควรรู้ เป็นความไม่รู้เรื่องเกี่ยวกับชีวิต และความไม่มีแก่นสารตัวตน โดยอวิชชานุสัยเป็นเครื่องส่งเสริมสนับสนุนราคานุสัยและปฏิฆานุสัย

           2. ปริยุฏฐานกิเลส (กิเลสอย่างกลาง)

           คือ กิเลสที่กลุ้มรุมจิตใจ คือ เมื่อทุกคนมีอนุสัย ถ้าเราไม่ไปกวน อนุสัยก็ไม่ฟุ้งขึ้นมาสร้างปัญหา แต่ถ้าถูกกวนให้ขุ่น อนุสัยก็จะฟุ้งขึ้นมา “…บางทีท่านก็เรียกว่า นิวรณกิเลส คือกิเลสที่กั้นจิตคนไว้ไม่ให้บรรลุความดี พระพุทธเจ้าทรงแสดงหลักสมาธิเพื่อขจัดกิเลสประเภทนี้ …” (พระราชธรรมนิเทศ (ระแบบ ฐิตญาโณ), 2546: 346) ซึ่งกิเลสประเภทนี้ประกอบด้วย 3 ชนิด คือ

                        2.1 โลภะ คือ ความโลภ เป็นกิเลสที่ขยายมาจากราคานุสัย นั่นคือ เมื่อมีสิ่งที่น่าใคร่น่าพอใจมายั่วยวน ราคานุสัยถูกรบกวนให้ฟุ้งซ่านถึงขั้นที่เรียกว่าโลภะ เมื่อกิเลสชั้นนี้เกิดขึ้น จิตใจจะไม่สงบเหมือนขั้นที่ยังเป็นอนุสัย  “…เป็นกิเลสบวก ทำให้ต้องการ ต้องเอาเข้ามายึดครองไว้…” (พุทธทาส, 2542ข: 36)

                       2.2 โทสะ คือ ความโกรธ เป็นกิเลสที่ขยายตัวมาจากปฏิฆานุสัย เมื่อคนถูกยั่วให้โกรธ ปฏิฆานุสัยฟุ้งออกมาเป็นโทสะ “…มีความเป็นลบ มันต้องการจะฆ่า ต้องการทำลาย…” (พุทธทาส, 2542ข: 36) คนที่โกรธจะนอนไม่หลับเกิดความหงุดหงิดขึ้น เพราะโทสะเป็นปริยุฏฐานกิเลส คือ กิเลสที่มากลุ้มรุมใจ

                       2.3 โมหะ คือ ความหลง เป็นกิเลสที่ขยายมาจากอวิชชานุสัย “…เมื่อยังไม่แน่ใจว่าจะเป็นบวก หรือเป็นลบ มันก็โง่สงสัยอยู่นั่น ขวนขวายอยู่ด้วยความสงสัยนั่น มัวเมาในสิ่งที่ไม่รู้จัก…” (พุทธทาส, 2542ข: 36) 

           3. วีติกกมกิเลส(กิเลสอย่างหยาบ)

           หมายถึง กิเลสที่เป็นเหตุให้ล่วงละเมิด นั่นคือ กิเลสอันกระฉอกออกมาเพราะเราคุมไม่อยู่ จนแสดงพฤติกรรมออกมา  “…บังคับให้กายวาจา ทำ พูด ในทางที่ผิด พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงบัญญัติศีลไว้เพื่อป้องกันกิเลสระดับนี้…” (พระราชธรรมนิเทศ(ระแบบ ฐิตญาโณ), 2546: 346) ซึ่งประกอบด้วย 3 ประเภท เช่นกัน คือ

                       3.1 อภิชชฌา คือ ความเพ่งเล็งอยากได้ของเขา เป็นความต้องการที่มากจนคุมไม่อยู่
 
                       3.2 พยาบาท คือ ความปองร้าย เป็นความขุ่นแค้นอาฆาตมากจนคุมใจไม่อยู่ แล้วอาจทำร้ายหรือเข่นฆ่าคนอื่น

                       3.3 มิจฉาทิฏฐิ คือ ความเห็นผิด เช่น บาปไม่มี บุญไม่มี ผลกรรมไม่มี ชาติหน้าไม่มี นรกไม่มี สวรรค์ไม่มี เมื่อมิจทิฏฐิเกิดขึ้นในใจ ทำให้สามารถละเมิดศีลได้ทุกข้อ

           ทั้งนี้เพื่อความเข้าใจ พระเมธีธรรมาภรณ์(ประยูร ธมฺมจิตฺโต)(2539ก: 22) ได้ยกตัวอย่างเปรียบกับการต้มน้ำ คือ

           … สมมติว่าเราตักน้ำประปาใสสะอาดใส่กาต้มน้ำตั้งทิ้งไว้หนึ่งเดือน เราจะพบว่ามีตะกอนนอนอยู่ที่ก้นกาน้ำ ต่อมาเรานำกาน้ำนี้ไปตั้งบนเตาไฟได้พักหนึ่ง น้ำก็เริ่มเดือด ตะกอนที่เคยนอนนิ่งได้ลอยวนเวียนในกาน้ำ ต่อมามีไอน้ำพวยพุ่งขึ้นมา ไอน้ำกระเซ็นออกมาโดนมือเรา จิตที่มีอนุสัยกิเลสแจ่มใสเหมือนกับน้ำในกาที่ตกตะกอน…ตะกอนถูกกวนขึ้นมาเปรียบเหมือน  ปริยุฏฐานกิเลส…เมื่อร้อนจนถึงขีดสุดก็กระเซ็นออกมาภายนอกเป็นอันตรายต่อคนรอบข้าง…เรียกว่าวีตกกมกิเลส…

           สามารถเขียนอธิบายเป็นตารางได้ ดังนี้

 


           การจะละและกำจัดกิเลสนั้น ทำได้โดยหลักไตรสิกขา หรือ ข้อปฏิบัติที่ต้องศึกษา 3 อย่าง คือ อธิศีลสิกขา  อธิจิตตสิกขา อธิปัญญาสิกขา เรียกกันง่ายๆ ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา (พระธรรมปิฎก(ป. อ. ปยุตฺโต), 2543ก: 87) โดยเหตุที่สิกขาจัดเป็น 3 เท่านั้นเพราะว่า “…กองกิเลสที่มีอยู่ในสันดานของสัตว์ ท่านจัดเป็น 3 อย่าง คือ อย่างหยาบ อย่างกลาง และอย่างละเอียดที่นอนจมอยู่ในสันดานของสัตว์ เพราะเหตุนั้นสิกขาซึ่งมีหน้าที่สำหรับปราบกิเลสของสัตว์ จึงต้องจัดเป็น 3 เช่นเดียวกัน…” (มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2536ก: 34)

          ทั้งนี้ อนุสัยกิเลส ถือว่าเป็นกิเลสชนิดละเอียดที่ต้องละและกำจัดได้ด้วยปัญญาเท่านั้น ซึ่งวิปลาสนั้นก็เกิดขึ้นด้วยกิเลสชนิดนี้ ดังข้อความ “… วิปลาสธรรมทั้ง 4 ประการ มี อัตตวิปลาส เป็นต้น เกิดจากกิเลสอย่างละเอียดที่ครอบงำสัตว์ทั้งหลายให้วิปลาสไปจากรูปนามตามความเป็นจริงอยู่ตลอด…” (แนบ, 2546ก: 72-73)

          ซึ่ง อนุสัยกิเลส นี้ ยังสามารถแบ่งละเอียดออกได้ เป็น 7 ประการ ด้วยกัน คือ

          1) กามราคานุสัย อนุสัยคือกามราคะ หมายถึงที่มาปรุงแต่งจิตให้เกิดความกำหนัด พอใจ  ปรารถนาในวัตถุกามทั้งหลาย คือ รูป  เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์ ซึ่งมากระทบจิตแล้ว  ทำจิตให้เกิดความรู้สึกดังกล่าว

          2) ปฏิฆานุสัย อนุสัยคือปฏิฆะ ได้แก่ความหงุดหงิดไม่พอใจ การกระทบกระทั่งทางใจ  อันอาศัยรูปเป็นต้นดังกล่าว แต่เป็นไปในทางไม่น่าปรารถนา ไม่น่าพอใจ เมื่อสิ่งเหล่านั้นมากระทบจิต  ความรู้สึกหงุดหงิด ขัดเคือง จนถึงโกรธ ประทุษร้ายก็จะเกิดขึ้นที่จิต

          3) ทิฏฐานุสัย อนุสัยคือทิฏฐิ ความเห็นผิด เช่น เห็นว่าทำดีไม่ได้ดี มารดาบิดาไม่มีคุณ
เป็นต้น ทิฏฐิเหล่านั้นนอนสงบอยู่ภายในจิต เมื่อได้รับอารมณ์อันเป็นฝ่ายเดียวกับตน ก็จะเกิดฟูขึ้น  เพิ่มความเข้มข้นให้แก่ทิฏฐิที่เป็นอนุสัยภายในจิต ให้มีความเห็นผิดมากยิ่งขึ้น

          4) วิจิกิจฉานุสัย อนุสัยคือวิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยตัดสินใจอะไรไม่ได้ว่าเป็นอย่างไร  ความสงสัยนั้นอาจสรุปลงในความสงสัยในคุณของพระรัตนตรัย ไตรสิกขา กาลทั้งอดีต อนาคต  และกฎแห่งปฏิจจสมุปบาท

          5) มานานุสัย อนุสัยคือมานะความถือตัว มานะนี้อาจจะเกิดมาจากชาติ ตระกูล ทรัพย์  ตำแหน่งงาน ยศ ฐานะในสังคมเป็นต้น มาแสดงตนว่า สูงกว่าเขา เสมอเขา หรือเลวกว่าเขา ท่านเรียกชื่อว่า อติมานะ คือ ดูหมิ่นท่าน อวมานะ คือ ดูหมิ่นตนเป็นต้น 
         
          6) ภวราคานุสัย อนุสัยคือการกำหนัดติดในภพ ได้แก่การพอใจในฐานะ ตำแหน่ง ยศ  ฐานันดร เป็นต้นที่ตนเห็นว่า น่าปรารถนา พอใจตลอดจนการเกิดความพอใจ ติดใจในความสุขที่ได้จากการอุบัติในภพต่างๆ ตามที่ท่านแสดงไว้ แล้วเกิดความอยากจะเกิดในภพนั้น ๆ

          7) อวิชชานุสัย  กิเลสที่นอนสงบอยู่ในภายในคืออวิชชา ความเขลา โมหะ ได้แก่ความไม่รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง (พระราชธรรมนิเทศ(ระแบบ ฐิตญาโณ), 2546: 348)           

           กิเลสเหล่านี้ บางครั้งก็เรียกว่า “สังโยชน์”  แปลว่า กิเลสที่ผูกใจคน ซึ่งจะสามารถสรุปลงในอกุศลมูล 3 (เหตุแห่งบาปอกุศล) คือ โลภะ โทสะ โมหะ ได้คือ กามราคะ ภวราคะ เป็นโลภะ ปฏิฆะ เป็นโทสะ นอกนั้นคือ ทิฏฐิ มานะ วิจิกิจฉา อวิชชา เป็นโมหะ

           อย่างไรก็ตาม ท่านพุทธทาส(2542ก: 142) ได้กล่าวไว้ว่า

          …อวิชชาเปรียบเหมือนความมืดที่ปราศจากความสว่างเลย อวิชชานั่นเองทำให้อยาก อวิชชานั่นเองทำให้ยึดมั่น เพราะฉะนั้นถ้าเราฆ่าอวิชชาตายตัวเดียว แล้วอะไรๆ ในพวกกิเลสก็ตายหมด เพราะฉะนั้นเมื่อกล่าวโดยรวบยอดแล้ว อวิชชานี่แหละเป็นตัวเงื่อนของความทุกข์…
การจะละกิเลสได้อย่างโดยเด็ดขาด จึงต้องละอวิชชาให้หมดไป ดังข้อความที่ว่า

         …การละอนุสัยได้อย่างเด็ดขาดนั้นต้องละด้วยอริยมรรคอันเป็นผลของการปฏิบัติตามมรรคมีองค์ ๘ ประการโดยท่านแสดงไว้ดังนี้ คือ ทิฏฐานุสัย และ วิจิกิจฉานุสัย พระโสดาบันละได้ กามราคานุสัย กับ ปฏิฆานุสัย พระอนาคามีละได้ มานานุสัย ภวราคานุสัย และอวิชชานุสัย พระอรหันต์ละได้ (พระราชธรรมนิเทศ(ระแบบ ฐิตญาโณ), 2546: 348)

         …เมื่อกำจัดกิเลสได้แล้ว จิตก็พ้นจากอาสวะ 3 คือ กามาสวะ ภวาสวะ อวิชชาสวะ ซึ่งรวมอยู่ในอนุสัยกิเลสนั้น วิมุติความพ้นจากกิเลสเป็นผลที่สุดในพระพุทธศาสนาอย่างนี้         (มหามกุฎราชวิทยาลัย, 2538ก: 149)

         ดังนั้นจากที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าเมื่อคนเรามีกิเลส ก็เท่ากับคนเรามีกระดาษสี มาปิดบังจิตที่ประภัสสรของเรา ให้เห็นโลกตามกิเลสที่มีนั้น ๆ คิด พูด ทำ ตามการปรุงแต่งของกิเลสนั้น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอวิชชา คือ ความเขลา ความหลง ความไม่รู้แจ้งเห็นจริงในสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง เมื่อปุถุชนคนเรายังไม่สามารถกำจัดมันออกไปได้ ย่อมต้องมีความสำคัญผิด คิดผิด เห็นผิด ในสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง ทุกข์ว่าสุข ไม่ใช่ตัวตนว่าตัวตน และไม่งามว่างาม เพราะปุถุชนนั้นไม่มีดวงตาคือปัญญา ในการมองเห็นทุกสิ่งตามจริง พระพุทธศาสนาจึงได้กล่าวว่ามีเพียงพระอรหันต์เท่านั้นที่ไม่วิปลาส เพราะว่าท่านได้กำจัดกิเลสทั้งหมดทั้งสิ้นแล้ว โดยปฏิบัติตามหลักไตรสิกขา นั่นคือ ศีล ควบคุมกิเลสอย่างหยาบ สมาธิควบคุมกิเลสอย่างกลาง และปัญญากำจัดกิเลสอย่างละเอียด

บันทึกการเข้า

บุคคลไม่ควรคิดถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วด้วย อาลัย
และไม่พึงพะวงถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง

http://yong69.hi5.com
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
` MeDicinE KKU Community `ห้องบรรยาย 1ชุมนุมต่างๆชุมนุมสู่แสงธรรม (ผู้ดูแล: Zhōu_Yú)หัวข้อ: วิปลาส
กระโดดไป:  


Visitors counter
Since 6 March 2007