ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 
การค้นหาขั้นสูง

349,709 กระทู้ ใน 10,455 หัวข้อ- โดย 2,984 สมาชิก - สมาชิกล่าสุด: sone818

24 พฤษภาคม 2012, 22:44:37
` MeDicinE KKU Community `หน้าพระรูปMED-REVIEWSหัวข้อ: ความรู้และแนวปฏิบัติในการดูแลตนเองเมื่อมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ H1N1ต้องอ่าน
หน้า: [1] 2 3 4   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ความรู้และแนวปฏิบัติในการดูแลตนเองเมื่อมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ H1N1ต้องอ่าน  (อ่าน 5532 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
lordgobgab
บุคคลทั่วไป
« เมื่อ: 9 กรกฎาคม 2009, 18:44:12 »


สืบเนื่องจากมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 เป็นที่หวั่นวิตกไปทั่วประเทศ

สำหรับนักศึกษาแพทย์แล้ว มีโอกาสได้คลุกคลีกับผู้ป่วย ทั้งยังต้องรับคำปรึกษาจากเพื่อนๆ ครอบครัวเกี่ยวกับโรคระบาดครั้งนี้
จึงควรมีความรู้อย่างน้อยก็เพียงพอที่จะไปตอบคนอื่นได้ ไม่ให้เสียชื่อกับสถาบัน
แต่ในปัจจุบันพบว่า นักศึกษาแพทย์มหาวิทยาลัยขอนแก่น ตื่นตระหนกไปกับข่าว เน้นเชื่อตามที่สื่อมวลชนกระพือเป็นหลัก อีกทั้งยังหวาดระแวงไปเอง ขาดความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ทั้งในการป้องกันตนเอง และการให้คำแนะนำแก่บุคคลอื่น มีส่วนน้อยที่พยายามหาข้อมูล ข้อเท็จจริงทางการแพทย์มาอภิปรายกัน

พี่จึงต้อง ตั้ง review เรื่องนี้ขึ้นมา ให้เป็นประโยชน์กับน้องๆ ในการนำไปใช้ดูแลตนเอง ป้องกัน และให้คำปรึกษาแก่เพื่อน รุ่นพี่ รุ่นน้อง และญาติพี่น้องได้อย่างเหมาะสม





คำเตือน review นี้ไม่ได้ลงในรายละเอียดทุกอย่าง น้องๆอาจต้องหาความรู้เพิ่มเติมเองด้วย นอกจากนี้ review นี้ไม่สามารถใช้อ้างอิงเป็นหลักฐานทางกฎหมาย หรืออ้างอิงประกอบการเขียนรายงานหรืออื่นๆ เป็นเพียงข้อมูลที่พี่รวบรวม และ ส่วนสำคัญพี่จะลง reference ไว้ให้ ให้น้องๆไปตามดูที่มากันเองนะครับ

 Onion33


ป.ล. ถ้าถูกใจ ขอบวก กับขอ gift (เจ๋งอ่ะ) ให้ด้วยนะครับ

สมาชิกต่อไปนี้ให้ Gift คุณ:

HaM_CheesE, **>New_skylab<**, I'm a marxist, KoTo, Neovalt, │ ExoRcisT │, VaNComYCiN, SuGeE!!!!!......^_^, - W s K -, Vongola Deximo, KenG'y, s3644, หนูผี, sky18, b e E n, อยากให้รู้ว่ารัก, 점보., ::: The wItCh :::, FaWkES, พัชราภา, strong baby, ~View Donutt~, M o n n i e B o o, Maymaykung, Rath, นายแครอท, ผีสโมฯ, AxioM, べ คุโด้ べ, jabmon, |lo'ula'n|, iGof, L

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 9 กรกฎาคม 2009, 20:11:12 โดย Lordgobgab » บันทึกการเข้า
lordgobgab
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #1 เมื่อ: 9 กรกฎาคม 2009, 19:02:18 »

ในส่วนของ virology ไม่ลงรายละเอียดมาก คิดว่าน้องๆส่วนใหญ่มีความรู้อยุ่บ้างแล้ว

โรคนี้เกิดจาก Influenza virus เป็น RNA virus ใน Family Orthomyxoviridae แบ่งเป็น Type A, B, C
ส่วนใหญ่ที่เกิดโรครุนแรงในคนจะมี type A และ B
Type A; จะมี 2 glycoproteins แบ่งเป็น 16 H subtypes and 9 N subtypes
ส่วน Influenza B มี 1 type ของ H และ N

ส่วนใหญ่พบระบาดในช่วงฤดูฝนต่อฤดูหนาว ต่างกับในต่างประเทศจะพบในฤดูหนาวมากกว่า


ลักษณะโครงสร้างของ virus ดังรูป


* influ1.jpg (44.58 KB, 600x565 - ดู 441 ครั้ง.)
บันทึกการเข้า
I'm a marxist
รองบอส
ไอ้หื่นระดับจักรวาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,907

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 78
-เขาให้: 82


Républicanisme


เว็บไซต์
« ตอบ #2 เมื่อ: 9 กรกฎาคม 2009, 19:05:00 »

ปูเสื่อรออ่าน
บันทึกการเข้า

"ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง" -ประกาศคณะราษฎร
lordgobgab
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #3 เมื่อ: 9 กรกฎาคม 2009, 19:07:27 »

โรคที่กำลังระบาดอยู่ในขณะนี้ เป็นโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในคน แพร่ติดต่อระหว่างคนสู่คน ไม่พบว่ามีการติดต่อมาจากสุกร เกิดจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 (A/H1N1) ซึ่งเป็นเชื้อตัวใหม่ที่ไม่เคยพบทั้งในสุกรและในคน เป็นเชื้อที่เกิดจากการผสมข้ามสายพันธุ์ ซึ่งมีสารพันธุกรรมของเชื้อไข้หวัดใหญ่คน ไข้หวัดใหญ่สุกร และไข้หวัดใหญ่สัตว์ปีกด้วย เริ่มพบการระบาดที่ประเทศเม็กซิโก และแพร่ไปกับผู้เดินทางไปในอีกหลายประเทศ ระยะแรก กระทรวงสาธารณสุขใช้ชื่อโรคนี้ว่า “โรคไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในเม็กซิโก” และเมื่อองค์การอนามัยโลกได้ประกาศชื่อเป็นทางการเมื่อวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา จึงเปลี่ยนชื่อเป็น “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1” และใช้ชื่อย่อว่า “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009”


เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ใหม่ ในการรายงานโรคนี้ช่วงแรกในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Swine Flu” หรือไข้หวัดใหญ่สุกร โดยปกติแล้ว ไข้หวัดใหญ่สุกรเป็นโรคทางเดินหายใจที่เกิดขึ้นในสุกร มีสาเหตุมาจากเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่หลายชนิด เช่น H1N1, H1N2, H3N1 และ H3N2 แต่ละชนิดมีหลากหลายสายพันธุ์ ตามปกติการเกิดโรคในสุกร บางครั้งอาจมีผู้ติดเชื้อจากสุกรและป่วยซึ่งเกิดไม่บ่อยนัก การติดเชื้อเกิดโดยคนหายใจเอาละอองฝอยเมื่อสุกรไอ หรือจาม เข้าไป หรือการสัมผัสกับสุกร หรือสิ่งแวดล้อมที่สุกรอาศัยอยู่ อย่างไรก็ตามเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดในเม็กซิโกนี้ ผลการตรวจวิเคราะห์ในระดับพันธุกรรมพบว่า เป็นเชื้อสายพันธุ์ใหม่ที่พบในคน และยังไม่เคยพบในสุกรมาก่อน และการระบาดดังกล่าว ไม่มีรายงานโรคนี้ระบาดในสุกรทั้งในเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา และผลการสอบสวนโรค ไม่พบผู้ใดติดโรคจากสุกร หากแต่เป็นการแพร่กระจายโรคจากคนสู่คนเท่านั้น

ต่อมาวันที่ 29 เมษายน 2552 องค์การอนามัยโลกได้เปลี่ยนการเรียกชื่อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่จากที่เคยเรียกว่า ไข้หวัดสุกร หรือ สไวน์ ฟลู (Swine Flu) เป็น “ไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1” (Influenza A H1N1) ดังนั้น กระทรวงสาธารณสุขไทยจึงเปลี่ยนมาใช้ชื่อ “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช 1 เอ็น 1” และชื่อย่อว่า “ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009” เพื่อให้สอดคล้องกันและสื่อให้ประชาชนเกิดความเข้าใจตรงกัน ไม่สับสนกับไข้หวัดใหญ่ ชนิดเอ เอช1เอ็น1 ที่เกิดตามฤดูกาล ซึ่งเป็นไวรัสไข้หวัดใหญ่คนละตัวกัน


ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข
http://www.moph.go.th

สมาชิกต่อไปนี้ให้ Gift คุณ:

orangensaft

บันทึกการเข้า
lordgobgab
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #4 เมื่อ: 9 กรกฎาคม 2009, 19:10:03 »

อาการ และการติดต่อ

การแพร่ติดต่อ
เชื้อไวรัสที่อยู่ในเสมหะ  น้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย  แพร่ติดต่อไปยังคนอื่น ๆ  โดยการไอจามรดกันโดยตรง หรือหายใจเอาฝอยละอองเข้าไป  หากอยู่ใกล้ผู้ป่วยในระยะ 1 เมตร บางรายได้รับเชื้อทางอ้อมผ่านทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ เช่น แก้วน้ำ ลูกบิดประตู  โทรศัพท์ ผ้าเช็ดมือ เป็นต้น เชื้อจะเข้าสู่ร่างกายทางจมูก ตา ปาก 
ผู้ป่วยอาจเริ่มแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนป่วย  ช่วง 3 วันแรกจะแพร่เชื้อได้มากสุด และระยะแพร่เชื้อมักไม่เกิน 7 วัน

อาการป่วย
ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะเริ่มมีอาการหลังจากได้รับเชื้อไวรัส 1 – 3 วัน น้อยรายที่นานถึง 7 วัน อาการป่วยใกล้เคียงกันกับโรคไข้หวัดใหญ่ที่เกิดขึ้นทั่วไป เช่น มีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ  อาจมีอาการเบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสียด้วย 
ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง  หายป่วยได้โดยไม่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล อาการจะทุเลาและหายป่วยภายใน 5 – 7 วัน แต่บางรายที่มีอาการปอดอักเสบ รุนแรง จะพบอาการหายใจเร็ว เหนื่อย หอบ หายใจลำบาก ซึ่งอาจทำให้เสียชีวิตได้

เพราะฉะนั้นหลีกเลี่ยงการอยุ่ในที่แออัด ที่ไม่มีระบบระบายอากาศ หรือที่ที่ไอจามรดกันได้ โดยไม่จำเป็น เช่น การไปดูคอนเสิร์ตดงบังชินกิ ยูบาร์ เป็นต้น
บันทึกการเข้า
lordgobgab
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #5 เมื่อ: 9 กรกฎาคม 2009, 19:20:52 »

โดยส่วนใหญ่แล้ว influenza A มีการระบาดอยุ่เป็นฤดูทุกปี เพราะฉะนั้น ในรายที่สงสัย หรือมีอาการที่เข้าได้กับการติดเชื้อ Influenza  อาจไม่ใช่ สายพันธุ์ 2009 อาจเป็น seasonal influenza ที่มีอยู่แล้วก้ได้ ซึ่งการตรวจ ยืนยัน ใช้เวลา 24-48 ชั่วโมง (PCR) 
โดยปกติขั้นตอนการตรวจวินิจฉัย เมื่อผู้ป่วยมีอาการที่สงสัยมารับบริการที่โรงพยาบาลประกอบด้วย การซักประวัติตรวจร่างกายโดยแพทย์ ประเมินว่ามีปัจจัยเสี่ยงหรือไม่ (ซึ่งจะอธิบายต่อไป) เมื่อประวัติและผลการตรวจร่างกายเข้ากันได้ หรือมีประวัติใกล้ชิดกับผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น H1N1 2009 โดยการยืนยันทางห้องปฏิบัติการด้วย PCR แล้ว จึงจะอยู่ในกลุ่ม suspected

ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะได้รับการตรวจโดย screening ด้วย rapid test ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ตรวจโดยเก็บ specimen คือ nasopharyngeal swab ซึ่งจะบอกผลเพียงว่าเป็น Influenza A เท่านั้น ถ้า negative สามารถแยกโรค H1N1 ได้เกือบทั้งหมด แต่ถ้า positive บ่งบอกว่าน่าจะเป็น Influenza A ต้องได้รับการตรวจต่อว่า เป็น H1N1 สายพันธุ์เดียวกับ 2009 หรือเป็น seasonal influenza ที่มีอยู่แล้ว

โดยขั้นตอนต่อไปคือการ confirm โดย PCR ซึ่งใช้เวลา 24-48 hr. สามารถบอกแยกชนิดได้เลย ซึ่งปัจจุบัน ที่ศูนย์วิจัยโรคติดเชื้อระบาดใหม่ ของคณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่นให้บริการตรวจอยู่


ดังนั้นเมื่อมีการบอกปากต่อปากว่า ไปโรงพยาบาลตรวจแล้วผลเลือดบอกว่าเป็นในทันที แสดงว่า มั่ว
บันทึกการเข้า
lordgobgab
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #6 เมื่อ: 9 กรกฎาคม 2009, 19:27:48 »

และจากรายงานของศูนย์วิจัยและบริการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อระบาดใหม่ สถานการณ์โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ประจำวันที่ 8 กรกฏาคม 2552


ทั่วประเทศ จำนวนผู้ป่วยทั้งหมด 2,714 คน หายเป็นปกติหรือดีขึ้น 2,593คน เสียชีวิต 11 คน (12 วันนี้) กำลังรักษาในโรงพยาบาล  110 คน
อัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 0.4% ซึ่งถือว่าไม่มากในแง่การระบาดเมื่อเทียบกับหวัดนก หรือ SARS (แต่มีข้อสังเกตทางคลินิกหลายๆอย่าง)


ส่วนที่มีการส่งตรวจมาที่ศูนย์วิจัย 30 ตัวอย่าง เป็น หวัดธรรมดา 13 ราย seasonal flu 6 ราย และเป็น ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 11 ราย



บันทึกการเข้า
lordgobgab
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #7 เมื่อ: 9 กรกฎาคม 2009, 19:29:47 »

ผู้ป่วยโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่จะมีอาการป่วยใกล้เคียงกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่เกิดขึ้นทุกปี  คือมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยเนื้อตัว อ่อนเพลีย ไอ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล  เบื่ออาหาร บางรายอาจมีอาเจียน ท้องเสียร่วมด้วย  มีรายงานอาการสมองอักเสบ 4-5 ราย ผู้ป่วยส่วนใหญ่  (95%) จะมีอาการทุเลาขึ้นตามลำดับ คือ ไข้ลดลง ไอน้อยลง รับประทานอาหารได้มากขึ้น และหายป่วยภายใน 5-7 วัน จึงไม่จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล

ผู้ป่วยน้อยราย (5%) ที่มีอาการป่วยรุนแรงซึ่งเสี่ยงต่อการเสียชีวิต  คือ ไข้ไม่ลดลงภายใน 3 วัน ซึมหรืออ่อนเพลียมาก รับประทานอาหารไม่ได้  ไอมากจนเจ็บหน้าอก เกิดปอดบวม (หายใจถี่ หอบ เหนื่อย) นั้นพบว่า ส่วนใหญ่ (70%) เป็นกลุ่มผู้ที่มีภาวะเสี่ยง เช่น มีโรคประจำตัวเรื้อรัง (โรคปอด หอบหืด  โรคหัวใจ  โรคเลือด ไต เบาหวาน ฯลฯ)  ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ (โรคมะเร็ง ฯลฯ)  โรคอ้วน  ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี  เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี  หญิงมีครรภ์ อย่างไรก็ตาม มีส่วนหนึ่ง (30%) ที่มีอาการรุนแรงแต่ไม่สามารถสอบสวนหาภาวะเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้ ดังนั้น ผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงและผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง  จึงต้องรีบไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที (เน้นโรงพยาบาลขนาดใหญ่ เช่น โรงพยาบาลศรีนครินทร์เป็นต้น)

สมาชิกต่อไปนี้ให้ Gift คุณ:

อยากให้รู้ว่ารัก

บันทึกการเข้า
lordgobgab
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #8 เมื่อ: 9 กรกฎาคม 2009, 19:42:06 »

ใครบ้างที่ถือว่าเป็นกลุ่มเสี่ยง ที่มีโอกาสเป็นรุนแรงจนถึงเสียชีวิต???

อายุน้อยกว่า 5 ปี หรือมากกว่า 65 ปี
มีภูมิคุ้มกันต่ำเช่นเอดส์ ภูมิคุ้มกันต่ำปฐมภูมิ
โรคเรื้อรังเช่น โรคหัวใจ ปอดเรื้อรัง เบาหวาน มะเร็ง
ได้รับยาเคมีบำบัด
ได้รับยากดภูมิคุ้มกันเป็นเวลานานเช่น steroid




ใครที่ถูกจัดว่าเป็นผู้สัมผัส???
คนที่สัมผัสใกล้ชิดไม่เกิน 2 เมตร หรือสัมผัสกับสารคัดหลั่งเช่นน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย โดยที่ไม่ได้ล้างมือกับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค
บันทึกการเข้า
lordgobgab
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #9 เมื่อ: 9 กรกฎาคม 2009, 19:43:33 »

การดูแลรักษาผู้ป่วยที่มีอาการไม่รุนแรงที่บ้าน
หากผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรง เช่น ไข้ไม่สูงมาก ตัวไม่ร้อนจัด ไม่ซึมหรืออ่อนเพลียมาก  และพอรับประทานอาหารได้  สามารถดูแลรักษาตัวที่บ้านได้  โดยปฏิบัติดังนี้
•   ผู้ป่วยควรหยุดเรียน หยุดงาน  และพักอยู่กับบ้านหรือหอพัก ไม่ออกไปนอกบ้านเป็นเวลาอย่างน้อย 7 วันหลังวันเริ่มป่วย หรือหลังจากหายเป็นปกติแล้วอย่างน้อย 1 วัน เพื่อให้พ้นระยะการแพร่เชื้อ 
•   แจ้งสถานศึกษาหรือที่ทำงานทราบ เพื่อจะได้เฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ และป้องกันควบคุมโรคได้อย่างทันท่วงที
•   ให้ผู้ป่วยรับประทานยาลดไข้ เช่น พาราเซทามอล  (ห้ามใช้ยาแอสไพริน)  และยารักษาตามอาการ เช่น ยาละลายเสมหะ ยาลดน้ำมูก ตามคำแนะนำของเภสัชกร  หรือสถานบริการทางการแพทย์ หรือคำสั่งของแพทย์
•   ไข้หวัดใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส  ไม่จำเป็นต้องรับประทานยาปฏิชีวนะ ยกเว้นพบเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ต้องรับประทานทานยาให้หมดตามที่แพทย์สั่ง 
•   เช็ดตัวลดไข้ด้วยน้ำสะอาดอุ่นเล็กน้อยเป็นระยะ  โดยการเช็ดแขนขาย้อนเข้าหาลำตัว  เน้นการเช็ดลดไข้บริเวณหน้าผาก  ซอกรักแร้  ขาหนีบ  ข้อพับแขนขา  และใช้ผ้าห่มปิดหน้าอกระหว่างเช็ดแขนขา  เพื่อไม่ให้หนาวเย็นจนเสี่ยงเกิดปอดบวม หากผู้ป่วยมีอาการหนาวสั่น ต้องหยุดเช็ดตัว  และห่มผ้าให้อบอุ่น   
•   ดื่มน้ำสะอาดและน้ำผลไม้มากๆ งดดื่มน้ำเย็นจัด
•   พยายามรับประทานอาหารอ่อน ๆ รสไม่จัด เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก และผลไม้ให้พอเพียง
•   นอนพักผ่อนมากๆ ในห้องที่อากาศไม่เย็นเกินไป และมีอากาศถ่ายเทสะดวก
•   หากอาการป่วยรุนแรงขึ้น  เช่น ไข้ไม่ลดลงภายใน 3 วัน ซึมหรืออ่อนเพลียมาก รับประทานอาหารไม่ได้  ไอมากจนเจ็บหน้าอก เกิดปอดบวม (หายใจถี่ หอบ เหนื่อย) ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที

การแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นๆ ในบ้าน
•   ผู้ป่วยควรนอนแยกห้อง ไม่ออกไปนอกห้องจนกว่าจะหายเป็นปกติแล้วอย่างน้อย 1 วัน เพื่อให้พ้นระยะการแพร่เชื้อ 
•   รับประทานอาหารแยกจากผู้อื่น หากอาการทุเลาแล้ว  อาจรับประทานอาหารร่วมกันได้  แต่ใช้ช้อนกลางทุกครั้ง
•   ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัว เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ  ร่วมกับผู้อื่น
•   ปิดปากจมูก เวลาไอ จาม  ด้วยกระดาษทิชชู แล้วทิ้งทิชชูลงในถังขยะ และทำความสะอาดมือด้วยแอลกอฮอล์เจล  หรือน้ำและสบู่หรือบ่อยๆ
•   ป้องกันการแพร่กระจายเชื้อให้ผู้อื่นด้วยการสวมหน้ากากอนามัย
•   ผู้ดูแลผู้ป่วยควรสวมหน้ากากอนามัย
•   คนอื่น ๆ ควรอยู่ไกลจากผู้ป่วยประมาณ 1-2 เมตร  หรืออย่างน้อยประมาณหนึ่งช่วงแขน
บันทึกการเข้า
lordgobgab
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #10 เมื่อ: 9 กรกฎาคม 2009, 19:47:23 »

น้องๆสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เวบกระทรวงสาธาฯข้างบนนะครับ


เอาแค่นี้ก่อนนะครับ หิวข้าว เดี๋ยวมารีวิวให้ต่อ ไปกินข้าวก่อน ทิ้งคำถามไว้ได้ จะมาตอบให้
part หน้าจะมาต่อเรื่องวัคซีนป้องกันได้มั้ย? ใครต้องฉีดบ้าง??? การระบาดเรียกว่ารุนแรงรึยัง??? ควรจะกลัวรึเปล่า???


แล้วก็ถ้าชอบก็ให้ gift กันหน่อย (มีคนเข้ามาอ่านเยอะเลย แต่ไม่ค่อยมีใครให้ gift น้อยใจๆ)
 หาข้อมูลและพิมพ์เหนื่อยมาก จะได้มีกำลังใจทำต่อครับ
 Onion07

สมาชิกต่อไปนี้ให้ Gift คุณ:

CoffeeKiTzz, AxioM

บันทึกการเข้า
lordgobgab
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #11 เมื่อ: 9 กรกฎาคม 2009, 20:03:15 »

ระยะเวลาโดยทั่วๆไปของโรค อาการจะอยู่ที่ประมาณ 7 วัน หากมีโรคเรื้อรังอาจนานกว่านี้ดังรูปที่ 1



ในอดีตมีการระบาดของ flu มาแล้ว มีผู้คนเสียชีวิตมากมายเป็นล้านคน ที่ดังที่สุด หากใครเคยดูภาพยนต์เรื่อง twilight ก็เป็น spanish flu ที่ทำให้พระเอกเสียชีวิต
ดังตาราง
มีการคาดการว่า ตั้งแต่ประมาณ 4-5 ปีที่ผ่านมาครบรอบระบาดใหญ่ทั่วโลกของ flu จึงเป็นที่วิตกกังวล ตั้งแต่ SARS, bird flu แต่ก็สามารถควบคุมได้ ครั้งนี้อาจจะเป็นการระบาดใหญ่ที่รออยู่หรือเปล่า???


เป็นประเด็นที่จะมา discuss กันต่อไป น้องคนไหนต้องการแสดงความเห็นทิ้งไว้นะครับ ร่วมกันอภิปราย บริหารสมองบ้าง


* influ2.jpg (26.33 KB, 519x467 - ดู 408 ครั้ง.)

* influ3.jpg (46.26 KB, 964x638 - ดู 397 ครั้ง.)

สมาชิกต่อไปนี้ให้ Gift คุณ:

wanpiya

บันทึกการเข้า
VaNComYCiN
Medicine 32nd KKU
ไอ้หื่นระดับจักรวาล
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,683

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 17
-เขาให้: 142


สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ


เว็บไซต์
« ตอบ #12 เมื่อ: 9 กรกฎาคม 2009, 20:50:58 »

คำแนะนำ  เรื่อง ข้อปฏิบัติสำหรับกิจกรรมการรวมตัวของคนหมู่มาก
เพื่อป้องกันการแพร่กระจาย
โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (เอ็ช 1 เอ็น 1)
กระทรวงสาธารณสุข
วันที่ 8 กรกฎาคม 2552
   
คำแนะนำฉบับนี้  สามารถนำไปปรับใช้เป็นแนวทางในการกำหนดข้อปฏิบัติในการป้องกันการแพร่กระจายโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ(เอ็ช 1 เอ็น 1) หากจะมีการรวมตัวกันของคนหมู่มากภายในพื้นที่ เช่น การแสดงมหรสพ การประชุมขนาดใหญ่ การแข่งขันกีฬา งานนิทรรศการ งานแต่งงาน งานรื่นเริง หรือกิจกรรมอื่นๆ ที่มีการรวมตัวกันของคนหมู่มาก(รวมทั้ง ยูบาร์ คอนเสิร์ตดงบังชิงกิ)   ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อโรค ไม่ว่าจะเป็นสถานที่กลางแจ้งหรือในร่ม  ควรมีการปฏิบัติเช่นเดียวกัน  เนื่องจากยังไม่มีข้อมูลความแตกต่างของการแพร่กระจายโรค กระทรวงสาธารณสุขจึงขอให้คำแนะนำ   ดังนี้

คำแนะนำสำหรับผู้จัดงานหรือเจ้าภาพงาน
1.  ผู้จัดงานหรือกิจกรรมการรวมตัวของคนหมู่มาก  ควรให้ข้อมูลข่าวสารในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคแก่ผู้มาร่วมงานหรือกิจกรรม โดยใช้ช่องทางต่างๆ เช่น การส่งจดหมายแจ้งข่าว การประกาศในงาน  การลงคำแนะนำในหนังสือพิมพ์  มุมนิทรรศการ
2.  ผู้จัดงานควรอำนวยความสะดวกในการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อโรคแก่ผู้ร่วมงาน เช่น
•   จัดอ่างล้างมือ พร้อมสบู่ กระดาษทิชชู  ในห้องน้ำ  ให้พอเพียง
•   ทำป้ายคำแนะนำหรือหน่วยให้คำแนะนำผู้ที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่บริเวณ ทางเข้างาน 
•   จัดบริการทางเลือกสำหรับผู้ที่ประสงค์มาร่วมงานเพื่อลดความแออัด โดยการสื่อสาร   ข้อมูลทางอื่นทดแทนการมาร่วมงาน  เช่น ให้ข้อมูลผ่านเว็บไซต์  จดหมาย
•   จัดให้มีผู้ทำความสะอาดอุปกรณ์และบริเวณที่มีผู้สัมผัสปริมาณมาก เช่น ราวบันได ลูกบิดประตู  ห้องน้ำ  ด้วยน้ำผงซักฟอก หรือน้ำยาทำความสะอาดทั่วไป อย่างสม่ำเสมอและบ่อยกว่าในภาวะปกติ
•   จัดหาหน้ากากอนามัยสำหรับผู้มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ที่มีความจำเป็นต้องอยู่ร่วมกิจกรรม


คำแนะนำสำหรับผู้มาร่วมกิจกรรม
1.   ผู้ที่มีอาการป่วยคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หากอาการไม่มาก ควรหยุดพักรักษาตัวอยู่ที่บ้านเป็นเวลา 7 วันนับจากวันเริ่มป่วย  หรือหลังจากหายเป็นปกติแล้วอย่างน้อย 1 วัน
และไม่ควรเข้าร่วมงานหรือกิจกรรมกับคนหมู่มาก  แต่หากจำเป็นต้องเข้าร่วมงาน ให้สวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลา
   2. กลุ่มเสี่ยงที่หากป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่จะมีอาการรุนแรง ได้แก่ ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี  เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี  ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ หญิงมีครรภ์ และผู้มีโรคอ้วน  ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงดังกล่าวควรหลีกเลี่ยงการไปในสถานที่ที่มีการรวมตัวของคนหมู่มาก  เพื่อลดโอกาสการติดเชื้อ  โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการแพร่กระจายของโรคนี้ในวงกว้างแล้ว 
          3. ประชาชนทั่วไปที่ไปรวมตัวกัน ควรปฏิบัติตามหลักสุขอนามัยที่ดี  เช่น ล้างมือด้วยน้ำและสบู่บ่อยๆ   หากมีอาการไอ  จาม  ให้ใช้กระดาษทิชชูหรือผ้าปิดปากปิดจมูก  หากไม่มีหรือหยิบไม่ทัน  ไม่ควรใช้มือป้องจมูกปาก (เพราะหากป่วย  เชื้อจะติดอยู่ที่มือ  แล้วไปเปรอะเปื้อนตามสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ)  ให้ไอจามใส่แขนเสื้อแทน  จะช่วยลดการฟุ้งกระจายของฝอยละอองน้ำมูกน้ำลายหรือเสมหะได้ดี
           4. จากความรู้เรื่องโรคไข้หวัดใหญ่และสถานการณ์ในขณะนี้  การที่ประชาชนที่ไม่ป่วยสวมหน้ากากอนามัย  จะมีประโยชน์น้อย  แต่หากผู้ป่วยสวมหน้ากากอนามัย  จะมีประโยชน์ในการลดการแพร่กระจายเชื้อและป้องกันการระบาดได้มาก
บันทึกการเข้า

หมอใหม่ โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น
I'm a marxist
รองบอส
ไอ้หื่นระดับจักรวาล
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,907

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 78
-เขาให้: 82


Républicanisme


เว็บไซต์
« ตอบ #13 เมื่อ: 9 กรกฎาคม 2009, 20:52:44 »

หน้ากากนี่มันป้องกันได้แค่ไหนหรอครับ ?
คือได้ยินมาว่าป้องกันไม่ได้ ต้องให้คนเป็นใส่ถึงจะป้องกัน


>_<
บันทึกการเข้า

"ราษฎรทั้งหลายพึงรู้เถิดว่า ประเทศเรานี้เป็นของราษฎร ไม่ใช่ของกษัตริย์ตามที่เขาหลอกลวง" -ประกาศคณะราษฎร
VaNComYCiN
Medicine 32nd KKU
ไอ้หื่นระดับจักรวาล
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,683

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 17
-เขาให้: 142


สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ


เว็บไซต์
« ตอบ #14 เมื่อ: 9 กรกฎาคม 2009, 20:58:54 »

-ยารักษาไข้หวัดใหญ่

   ยาต้านไวรัสซึ่งใช้รักษาโรคไข้หวัดใหญ่นี้ได้ผล คือ ยาโอเซลทามิเวียร์ (oseltamivir) เป็นยาชนิดกิน และยา zanamivir เป็นยาชนิดพ่น แต่ผลการตรวจเชื้อไวรัสนี้ในประเทศสหรัฐอเมริกาพบว่าเชื้อนี้ดื้อต่อยาต้านไวรัส amantadine และ rimantadine

ยาต้านไวรัส oseltamivir จะให้ผลรักษาโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้ดีที่สุด ถ้าผู้ป่วยได้รับยาเร็วภายใน 2 วันนับตั้งแต่เริ่มมีไข้

-ยาต้านไวรัสโอเซลทามิเวียร์ (Oseltamivir) ในไทย ขณะนี้มีพอเพียงหรือไม่

   เนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ร้อยละ 95 อาการไม่รุนแรง สามารถหายป่วยได้เองหรือการรับประทานยารักษาตามอาการ เช่น ยาลดไข้พาราเซตามอล (ห้ามใช้ยาแอสไพริน) โดยไม่ต้องนอนโรงพยาบาลหรือได้ยาต้านไวรัส ประเทศไทยจึงมีความมั่นใจได้ว่า ได้สำรองยานี้ไว้พอเพียงสำหรับสถานการณ์ขณะนี้ กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรคได้สำรองยาพร้อมใช้ทั่วประเทศจำนวน 420,000 ชุด (สำหรับผู้ป่วย420,000 ราย) โดยองค์การเภสัชกรรมได้สำรองวัตถุดิบสำหรับผลิตเพิ่มอีก 1 แสนชุด (สำหรับผู้ป่วย 100,000 ราย)

-มีวัคซีนที่สามารถป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้หรือไม่

  ขณะนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ แต่องค์การอนามัยโลกได้ร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและบริษัทผู้ผลิต เร่งการผลิตวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ดังกล่าว ซึ่งต้องใช้เวลาหลายเดือนในการผลิต ส่วนวัคซีนไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่ผลิตใช้อยู่ในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานว่า จะสามารถป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้ได้
 
- ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลหรือไม่?
  ขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานว่า วัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลจะป้องกันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ เอช1 เอ็น1 ได้ อย่างไรก็ตาม ผู้สูงอายุ(เช่นพี่ก็อบ)และผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาล
 
 

 
บันทึกการเข้า

หมอใหม่ โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น
VaNComYCiN
Medicine 32nd KKU
ไอ้หื่นระดับจักรวาล
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,683

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 17
-เขาให้: 142


สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ


เว็บไซต์
« ตอบ #15 เมื่อ: 9 กรกฎาคม 2009, 21:04:25 »

--หน้ากากอนามัยใช้ป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ที่ระบาดได้หรือไม่

  เนื่องจากโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้  สามารถแพร่ติดต่อกันได้ง่ายจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง จากการถูกละอองฝอยไอจาม  น้ำมูก น้ำลาย ของผู้ป่วยโดยตรง   หรือบางรายอาจได้รับเชื้อผ่านทางมือหรือสิ่งของเครื่องใช้ที่ปนเปื้อนเชื้อ  เช่น แก้วน้ำ(รวมแก้วเหล้า) ลูกบิดประตู ราวบันได ปุ่มกดลิฟท์  วิธีที่จะช่วยป้องกันไม่ให้โรคแพร่ระบาดได้อย่างรวดเร็ววิธีหนึ่ง  คือการสวมหน้ากากอนามัยเมื่อมีอาการป่วยเป็นไข้ หรือ ไอ จาม  เพราะหากผู้ป่วยไม่สวมหน้ากากอนามัย  ขณะที่ไอหรือจาม จะสามารถแพร่เชื้อออกไปได้ไกล 1-5 เมตร (แล้วแต่ความสามารถของแต่ละบุคคล) ทำให้ผู้ที่อยู่ใกล้ชิดมีโอกาสรับเชื้อและป่วยเป็นโรคได้  จากผลการวิจัยขององค์การอนามัยโลก  พบว่าการใส่หน้ากากอนามัยสามารถลดการแพร่กระจายเชื้อที่ติดมากับละอองฝอย  ได้ถึงร้อยละ 80  ดังนั้น  หน้ากากอนามัย   จึงเป็นเครื่องมืออย่างหนึ่งที่สามารถป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ได้เป็นอย่างดี

  นอกจากการใช้หน้ากากอนามัยเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อโรคแล้ว   ประชาชนยังต้องปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามสุขอนามัยด้วย เช่น  รักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง หมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ  ฯลฯ   จึงจะเป็นการป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพ

  หน้ากากอนามัยทั่วไปใช้ในผู้ป่วยที่มีอาการไอหรือจาม  เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อได้  ส่วนบุคลากรการแพทย์และสาธารณสุขที่ปฏิบัติงานกับผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการติดเชื้อที่รุนแรง  ควรใช้หน้ากากอนามัยชนิดพิเศษ (N95) ตามข้อแนะนำทางการแพทย์

--จะต้องเปลี่ยนหน้ากากอนามัยบ่อยแค่ไหน?
   หน้ากากอนามัยที่ทำจากกระดาษ ควรเปลี่ยนวันละครั้ง และทิ้งหน้ากากที่ใช้แล้วในถังที่มีฝาปิด ส่วนหน้ากากที่ทำด้วยผ้า สามารถซักด้วยน้ำและผงซักฟอก ผึ่งแดด แล้วนำกลับมาใช้ได้อีก แต่หากหน้ากากชำรุดหรือเปรอะเปื้อนควรเปลี่ยนใช้อันใหม่

--วิธีการสวมใส่หน้ากากอนามัยที่ถูกต้อง ทำอย่างไร?
  เริ่มต้นที่ล้างมือให้สะอาดก่อนสวมใส่(มักลืม)แล้ว สวมหน้ากากอนามัยให้คลุมทั้ง(ดั้ง)จมูกและปาก โดยเอาด้านที่มีลวดไว้เป็นด้านบน หันเอาด้านที่กันน้ำได้ซึ่งมักมีสีเขียว(สีฟ้า สีชมพู สีเหลือง แล้วแต่บริษัท) หรือมีลักษณะมันวาวออกข้างนอก (ด้านที่ซับน้ำได้ดีซึ่งมักเป็นสีขาว ไว้ข้างใน เพื่อซึมซับละอองฝอยจากการไอจามได้ดี ไม่ไหลย้อมกลับ ไม่ซึมเปื้อนด้านข้าง) แล้วดัดลวดให้แนบกับ(ดั้ง)จมูกและใบหน้า(โหนกแก้ม)ของผู้สวมใส่ ให้สนิท
 
แหล่งความรู้เพิ่มเติม   http://beid.ddc.moph.go.th/th/images/CPG%20pan%20flu%2021%20jun%2009.pdf

สมาชิกต่อไปนี้ให้ Gift คุณ:

M o n n i e B o o, AxioM

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 9 กรกฎาคม 2009, 21:10:33 โดย VaNComYCiN » บันทึกการเข้า

หมอใหม่ โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น
lordgobgab
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #16 เมื่อ: 9 กรกฎาคม 2009, 21:57:38 »

หน้ากากนี่มันป้องกันได้แค่ไหนหรอครับ ?
คือได้ยินมาว่าป้องกันไม่ได้ ต้องให้คนเป็นใส่ถึงจะป้องกัน


>_<
ในกรณีป้องกันทั่วๆไป ใช้ surgical mask ก็เพียงพอ เพราะว่า level ของ contact เป็น droplet precaution (อนุภาคใหญ่กว่า) ไม่ใช่ airborn ซึ่งอาจต้องใช้หน้ากากชนิด N95 ในกรณีที่เป็นผู้ดูแล case ที่ยืนยันว่าติดจริง

สมาชิกต่อไปนี้ให้ Gift คุณ:

on

บันทึกการเข้า
VaNComYCiN
Medicine 32nd KKU
ไอ้หื่นระดับจักรวาล
*****
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 2,683

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 17
-เขาให้: 142


สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ


เว็บไซต์
« ตอบ #17 เมื่อ: 9 กรกฎาคม 2009, 22:03:02 »

น้องๆสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เวบกรมควบคุมโรค และศูนย์โรคอุบัติใหม่ ข้างบนนะครับ

แล้วก็ถ้าชอบก็ให้ gift กันหน่อย (มีคนเข้ามาอ่านเยอะเลย แต่ไม่ค่อยมีใครให้ gift น้อยใจๆ)

หาข้อมูลและพิมพ์เหนื่อยมาก จะได้มีกำลังใจทำต่อครับ

สมาชิกต่อไปนี้ให้ Gift คุณ:

on

บันทึกการเข้า

หมอใหม่ โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น
lordgobgab
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #18 เมื่อ: 9 กรกฎาคม 2009, 22:10:09 »

เรื่องของวัคซีน

ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ในกระบวนการผลิตวัคซีน ใช้การเพาะเชื้อไวรัสในเซลล์ไข่ไก่บริสุทธิ์ ซึ่งกระบวนการเตรียมยากมาก และผลิตได้ครั้งละไม่มาก
ทั่วไปของ influenza vaccine
ในวัคซีนหนึ่งโดสครอบคลุมเชื้อไวรัส influenza  3 สายพันธุ์ ประกอบด้วย A H1N1 H3N2 และ B ซึ่งระบาดในปีที่ผ่านมา ซึ่งบริษัทที่ผลิตวัคซีนส่วนใหญ่เป็นทางยุโรป อเมริกา ซึ่งแนวการระบาดเป็นเชื้อแถบซีกโลกเหนือ ส่วนบ้านเราเป็นอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรก็จริง แต่เชื้อที่ระบาดเป็นแบบซีกโลกใต้ อาจไม่ครอบคลุม
สรุปได้ว่า วัคซีนที่ฉีดจะเป็นวัคซีนที่ใช้ได้กับ influenza ที่ระบาดไปแล้ว ในกรณี2009 อาจจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยถึง 6 เดือนจึงจะสามารถผลิตวัคซีนออกมาได้ ซึ่งตอนนั้นอาจจะหยุดระบาดไปแล้ว และวัคซีนจะต้องฉีดทุกปี แต่เนื่องจากกำลังการผลิตวัคซีนทำได้น้อย จึงไม่สามารถให้กับทุกคนได้ แม้ว่าจะเพิ่มกำลังการผลิต ก็ได้มากที่สุดคือสามเท่า เช่นลดการผลิตวัคซีนในสายพันธุ์อื่น ผลิตแค่สายพันธุ์เดียว
คนที่สมควรจะได้รับวัคซีนคือ ผู้ที่อายุน้อยกว่า 5 ปี หรือมากกว่า 65 ปี มีโรคปอด โรคหัวใจ โรคเรื้อรัง มะเร็ง ได้ยากดภูมิคุ้มกัน หรืออ้วน BMI >= 35 เป็นต้น
นอกจากนี้บุคคลากรทางสาธารณสุข ได้แก่ แพทย์ พยาบาล ก็เป็นกลุ่มที่จำเป็นต้องได้รับวัคซีน
บางคนจะคิดว่า หมอพยาบาลเอาเปรียบรึป่าว ป้องกันตัวเอง
จริงๆแล้วเหตุผลคือ เนื่องจากวิชาชีพเราเสี่ยงต่อการได้รับเชื้อ เพราะเป็นผู้สัมผัสคนไข้มากที่สุด มีโอกาสที่จะแพร่เชื้อให้ผู้อื่นในวงกว้าง และกระจายอย่างรวดเร็ว สามารถแพร่ให้กับผู้ป่วยโรคอื่นๆได้ นอกจากนี้ ถ้ามีการติดเชื้อแบบ coinfection ของ influenza 2 สายพันธุ์เหมือนกรณีไข้หวัดนก เกิด genetic drift หรือ genetic shift เกิดเชื้อใหม่ที่รุนแรงขึ้น แพร่กระจายได้มากขึ้น เกิดผลเสียในวงกว้าง จึงต้องให้วัคซีนในกลุ่มนี้

ข้อห้ามในการให้วัคซีน คือผู้ที่แพ้ไข่ แบบ anaphylaxis
adverse effect ได้แก่ guillain Barre' syndrome แต่พบได้น้อยมาก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 17 กรกฎาคม 2009, 13:03:07 โดย Lordgobgab » บันทึกการเข้า
lordgobgab
บุคคลทั่วไป
« ตอบ #19 เมื่อ: 9 กรกฎาคม 2009, 22:14:02 »

ตอนนี้ยาที่ใช้ได้มี oseltamivir ที่มีในเมืองไทยเป็นยากิน ส่วน zanamivir เป็นยาพ่น ไม่มีใช้ในเมืองไทย ผลการรักษาพอใช้ได้ ยังไม่ดื้อยา แต่แนวโน้มในอนาคตถ้ามีการใช้มากขึ้นอาจมีการดื้อยาเกิดขึ้น โดยเฉพาะใช้ใน case ที่ไม่ใช่ หรืออาการที่ไม่รุนแรง
จึงสงวนยานี้ไว้ในรายที่มีอาการรุนแรง และพิสูจน์ได้ว่าใช่เท่านั้น
ไม่มีการให้ยาในลักษณะป้องกัน

ยาที่มีเพียงพอหรือไม่
ตอนนี้ที่โรงพยาบาลศรีนครินทร์มียา stock เพียงพอ ในระดับนึง
บันทึกการเข้า
หน้า: [1] 2 3 4   ขึ้นบน
พิมพ์
` MeDicinE KKU Community `หน้าพระรูปMED-REVIEWSหัวข้อ: ความรู้และแนวปฏิบัติในการดูแลตนเองเมื่อมีการระบาดของไข้หวัดใหญ่ H1N1ต้องอ่าน
กระโดดไป:  


Visitors counter
Since 6 March 2007