ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน
ส่งอีเมล์ยืนยันการใช้งาน?

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น

 
การค้นหาขั้นสูง

349,710 กระทู้ ใน 10,456 หัวข้อ- โดย 2,984 สมาชิก - สมาชิกล่าสุด: sone818

25 พฤษภาคม 2012, 08:45:36
` MeDicinE KKU Community `หน้าพระรูปMED-REVIEWSหัวข้อ: FW:จากกล่องทิชชู่สู่การคอรัปชั่นในวงการแพทย์ ลองอ่านดู
หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: FW:จากกล่องทิชชู่สู่การคอรัปชั่นในวงการแพทย์ ลองอ่านดู  (อ่าน 1549 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
light_dragoon(Ling)
Medicine 37th KKU
ช้างตัวไม่ใหญ่
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 614

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 127
-เขาให้: 197


เพื่อวันพรุ่งนี้ที่สดใสรอเราอยู่


« เมื่อ: 13 กุมภาพันธ์ 2010, 17:14:39 »


ได้มาจากforward mail ฉบับหนึ่งครับ อยากให้เพื่อนๆพี่ น้องๆ ได้อ่านกัน อ่านแล้วคิดอย่างไรบ้างครับ แล้วคณะเราเป็นแบบนี้หรือไม่

>>>แพทย์กับธุรกิจยา   ประเด็นนี้น่าสนใจครับ
  ผมขอร่วมให้ความเห็นด้วยครับ

 ผมอยากจะเล่าเรื่องจริงเรื่องหนึ่งที่เกิดขึ้นกับเพื่อนผม โดยผมได้เขียนเรื่องนี้ลงในวารสารคลินิกมีค.52
 ขออนุญาตคัดลอกมาเพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นกันครับ


จากกล่องทิชชู่  สู่คอรัปชั่นในวงการแพทย์

บทความนี้นำมาจากเรื่องจริง  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักศึกษาแพทย์และแพทย์จบใหม่ได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองรวมทั้งวงการแพทย์

ความเห็นและเหตุการณ์ในบทความนี้มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อตำหนิติติงผู้ใดองค์กรใด หรือ พาดพิงถึงผู้ใดให้เกิดความเสียหาย

 “คุณหมอคะ รับตัวอย่างยาและของฝากด้วยค่ะ” เป็นคำพูดที่ชินหู เมื่อเดินผ่านบู๊ทของบริษัทยาที่จัดในโรงเรียนแพทย์ ตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 4
 เพื่อนหลายคนเดินผ่านวนไปหลายรอบเพื่อรับปากกาและกล่องทิชชู่ฟรีก่อนจะเดินกลับหอพักนักศึกษาแพทย์
 “เฮ้ยทำไมไม่ไปเดินช๊อปปิ้งล่ะได้ของฟรีเยอะแยะเลยนะ”เพื่อนถามด้วยความหวังดี
 “ยาตัวอย่างเยอะแบบนี้ไม่รู้จะเอาไปทำอะไร”ผมตอบเพื่อให้ผ่านๆไป
 “อ้าวก็เอายาไปแจกญาติๆที่บ้านก็ได้นี่”
 เพื่อนของผมตอบพร้อมสีหน้าที่ดูมีความสุขที่ได้ของฟรี  ไม่ว่าจะได้ใช้หรือไม่ก็ตาม คงเป็นวัฒนธรรมของคนบนโลกนี้ ที่ได้อะไรฟรีก็เป็นสิ่งที่ดีเสมอ แต่คงยังตอบไม่ได้หรอกว่า
 gimmick เหล่านี้เป็นของฟรีจริงหรือไม่

จริงๆแล้วครอบครัวของผมอยู่ในวงการยา พ่อเคยเป็นเซลล์ขายยา จนมาเป็นเจ้าของร้านขายยา  พ่อเคยเล่าให้ฟังว่าเซลล์เขาจะรู้กันหมดว่าไปเสนอขายยาที่ไหน
 มีหมอคนไหนเรียกเปอร์เซ็นต์  หมอคนไหนไม่เรียกเปอร์เซ็นต์  เพื่อจะได้คุยกับหมอได้ถูกว่าจะให้เปอร์เซนต์เท่าไหร่  แต่สมัยนั้นบริษัทของพ่อไม่มีนโยบายให้เปอร์เซ็นต์
 ให้ได้แต่ยาตัวอย่าง ซึ่งหมอก็มักจะเอาไปใช้ที่คลินิกส่วนตัวในสมัยนั้นเป็นเรื่องปกติ

การรับของแจกจากบริษัทยาน่าจะเป็นเรื่องปกติสำหรับผม แต่เป็นเพราะหนังสือ 2 เล่มที่ชื่อว่า
 “รักษาโรคหรือรักษาคน” และ “สาธารณสุขหรือสาธารณทุกข์” ของอาจารย์นายแพทย์ประเวศวะสี
 อ่านแล้วทำให้รู้ว่า ถ้าเราจำและสั่งแต่ชื่อยาด้วยชื่อการค้า ( tradename) จะทำให้คนไข้เสียเงินมากกว่าการสั่งชื่อยาด้วยชื่อสามัญ
 (generic name) ทำให้ตอนเรียนpharmaco ในปีที่ 3 ผมต้องพยายามจำชื่อสามัญให้มากที่สุด
 และตอนผมไปดูงานที่โรงพยาบาลชุมชนก็จะพยายามอ่านและจำชื่อสามัญด้วยเช่นกัน จนเป็นความเคยชินว่าต้องๆไม่ใช่ชื่อการค้าเด็ดขาด
และอีกอย่างที่ปลูกฝังให้ผมไม่ชอบรับของจากบริษัทยา  เพราะอาจารย์สุทธิพงศ์ ลิมปิสวัสดิ์
 รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาในขณะนั้น
 ได้สั่งไม่ให้นักศึกษาแพทย์ของคณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีรับสปอนเซอร์จากบริษัทยาเด็ดขาด
 โดยอาจารย์บอกว่าทุกๆบาทที่บริษัทยาให้สปอนเซอร์ เขาจะเพิ่มราคายา ซึ่งจะมีผลต่อคนยากจนที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่ในชนบท
 รวมทั้งไม่ให้ขอสปอนเซอร์จากบริษัทที่ผลิตสินค้าที่จำเป็น ให้ขอสปอนเซอร์ได้เฉพาะจากบริษัทที่ผลิตสินค้าฟุ่มเฟือยเช่นน้ำอัดลม
 เพจเจอร์ เท่านั้น แม้เพื่อนบางคนจะไม่ชอบ แต่ตอนนี้เมื่อมานึกถึงอีกครั้ง ก็ต้องขอบคุณที่อาจารย์ปลูกฝังค่านิยมดีๆแบบนี้ให้กับนักศึกษาแพทย์อย่างผม

  แม้ว่าในภายหลังการที่แพทย์สั่งยาในชื่อการค้าจะไม่มีผลต่อการสั่งซื้อยา ราคาแพงจากบริษัทต้นตำรับในต่างประเทศ(Original)แล้วก็ตาม
 เนื่องจากโรงพยาบาลหลายแห่งได้ปรับระบบที่ห้องจ่ายยา โดยไม่ว่าแพทย์จะสั่งยาในชื่อใด ก็ให้จ่ายยาที่เป็นผลิตในประเทศ
 (Local made) แต่บริษัทยาก็คงยังไม่ยอมแพ้ ยังพยายามขายยาต่อให้ได้ โดยมีกลยุทธอันดุเดือด
 ที่ผมได้รับทราบจากเพื่อนผมคนหนึ่งซึ่งยังคงจำได้ไม่ลืมเลือนจนทุกวันนี้

หลังจากที่ทำงานเป็นแพทย์ใช้ทุนนาน 4 ปี เพื่อนผมคนหนึ่งซึ่งผมขอเรียกว่า ชัย (นามสมมุติ)
 ได้รับทุนไปเรียนต่อเป็นแพทย์เฉพาะทางในโรงเรียนแพทย์แห่งหนึ่ง ชัยเล่าให้ฟังว่า ในวันปฐมนิเทศแพทย์ประจำบ้านปีที่ 1
 มีหลายเรื่องที่พี่ๆแพทย์ประจำบ้านปีที่ 3 เล่าให้ฟังถึงการเตรียมตัวในการเรียน  แต่มีเรื่องหนึ่งซึ่งเขารู้สึกแปลกใจ
 เพราะแพทย์รุ่นพี่สั่งว่า  “เนื่องจากพวกเราจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอาหารว่างในช่วงประชุมวิชาการตอนเช้า
 เช่นข้าวต้ม ข้าวผัด ขนมจีบ ซาลาเปา จากบริษัทยา เพราะพวกเราคงกินข้าวเช้าไม่ทันแน่
 ซึ่งบริษัทยาได้แจ้งว่าถ้าจะให้บริษัทสนับสนุนจำเป็นต้องมีการสั่งซื้อยาให้ได้ตามโควตาจำนวนหนึ่งต่อเดือน ซึ่งพวกเราจำเป็นต้องสั่งยาปฎิชีวนะตัวนี้ในชื่อการค้า
 ให้แก่คนไข้ที่เข้ารับการรักษา โดยตามระเบียบของโรงพยาบาล  ถ้าพวกเราสั่งยาในชื่อการค้านั้น ห้องยาจะจ่ายยาให้เป็นยาตามชื่อสามัญที่ผลิตในประเทศ
 ถ้าพวกเราต้องการให้ได้ยาจากบริษัทต้นตำรับ ต้องมีการขีดเส้นใต้ที่ชื่อการค้านั้นด้วย ขอให้น้องๆทุกคนช่วยกันขีดเส้นใต้ในชื่อยาตัวนี้ด้วย”
 ชัยฟังเรื่องนี้ด้วยความงุนงง ปนตกใจ ว่าการเรียนแพทย์เฉพาะทางนั้นต้องทำอย่างนี้ด้วยหรือ
 พร้อมทั้งคิดในใจว่า “อาจารย์รับทราบด้วยหรือไม่เนี้ย”
 ชัยกังวลกับเรื่องนี้จนบ่นให้เพื่อนที่ไปเรียนด้วยกันฟัง เพื่อนก็ปลอบว่า “ก็ทำอย่างไรได้ พวกเราเป็นหมอต้องตื่นมาแต่เช้า มาราวน์วอร์ด
 ประชุมวิชาการ เอาเวลาที่ไหนไปกินข้าวล่ะ  เราก็ต้องได้รับการดูแลบ้าง ไม่อย่างนั้นเราก็เป็นโรคกระเพาะสิ เป็นเรื่องปกติ ที่ไหนเขาก็ทำกัน”
 ชัยกังวลอยู่มาก ด้วยความที่เขาไม่เคย และถูกสั่งสอนมาให้ไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่สุ่มเสี่ยงกับจริยธรรมแบบนี้


จนถึงวันจริงที่เขาต้องไปทำงานในวอร์ด ชัยเล่าให้ฟังว่า พี่แพทย์ประจำบ้านปีที่ 3 กำชับให้เขาสั่งยาปฏิชีวนะตัวหนึ่ง
 ซึ่งตามที่เขาเรียนมา ไม่เห็นว่าต้องสั่งยาปฏิชีวนะที่แรงแบบนี้ แต่เมื่อพี่สั่งเขาก็เขียนตาม
 แต่เขาก็ไม่เขียนเส้นใต้ชื่อยานั้น จนเมื่อพี่แพทย์ประจำบ้านเห็นจึงเตือนว่า
 “ทำไมไม่ขีดเส้นใต้ล่ะ จำไม่ได้หรือที่บอกไว้น่ะ”
 ผมยังจำคำพูดที่ชัยเล่าให้ผมฟังหลังจากเหตุการณ์นั้น  ชัยเล่าว่า
 “เมื่อมองหน้ายายที่ป่วยอยู่เตียงนั้น ผมรู้ว่ายายคงมีฐานะไม่ดีนัก ค่ายาเข็มละ 100 กว่าบาท ฉีดวันละ 4 ครั้ง นาน 7 วัน
 ทั้งหมดคงหลายพันบาท ยายจะมีเงินจ่ายหรือไม่นะ ตอนที่ผมขีดปากกาใต้ชื่อยานั้นรู้สึกเหมือนผมกำลังเอามีดมากรีดเข้าไปกลางหัวใจของผมเลยทีเดียว”

ชัยเล่าต่อว่า
 เคยบ่นให้เพื่อนซึ่งเข้าไปเรียนก่อนหน้าเขาจนกลายเป็นแพทย์รุ่นพี่ฟังขณะที่นั่งอยู่ในห้องพักแพทย์ เพื่อนกลับบอกว่า
 “ถ้าเอ็งทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องเข้ามาห้องพักแพทย์เลย เพราะในห้องพักแพทย์นี้ นอกจากเพดานกับผนังแล้ว ทุกอย่างในห้องนี้เป็นของบริษัทยาหมด”

 ชัยบอกผมว่า
 “สิ่งที่เขากลัวที่สุดคือ ถ้าวันหนึ่งขณะที่เขาขีดปากกาลงไปใต้ชื่อยานั้น แล้วเขาไม่รู้สึกเจ็บปวดดังเดิมล่ะ เขาจะทำอย่างไร”

 ผมฟังชัยเล่า แล้วผมก็รู้สึกเจ็บปวดหัวใจไม่แพ้กัน แพทย์เราจำเป็นต้องทำเช่นนั้นจริงหรือ
 เราไม่มีทางเลือกอื่นหรือ เราเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามหรือ ผมได้แต่ตั้งคำถามในใจ
 พร้อมปลอบใจชัยว่า เราต้องไม่ยอมแพ้ เราต้องไม่ยอมให้วงการแพทย์เราเป็นอย่างนั้น
 นายอยู่ที่นั่น นายทำอะไรไม่ได้
 แต่ผมทำได้ และผมจะทำให้ดู
 แม้ว่าผมจะกำลังเรียนเป็นแพทย์ประจำบ้านสาขาระบาดวิทยาที่สำนักระบาดวิทยากระทรวงสาธารณสุข ผมก็หาเวลาบางช่วงที่ว่าง
 ไปยังโรงเรียนแพทย์แห่งนั้น และเดินไปที่ห้องคณบดี ทั้งที่ผมไม่ได้รู้จักท่าน
 และท่านก็ไม่รู้จักผม รออยู่นานพอดู แต่อาจารย์คณบดีก็ยอมให้ผมเข้าพบ
 ผมเล่าเรื่องนี้ให้ท่านฟัง พร้อมกับบอกว่าผมอยากให้ท่านแก้ปัญหา เพราะไม่อยากให้โรงเรียนแพทย์แห่งนี้ขึ้นชื่อว่าทำสิ่งที่ขัดต่อจรรยาบรรณในวิชาชีพแพทย์

 หลังจากนั้นไม่นาน ชัยก็เล่าให้ผมฟังว่ามีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในภาควิชานั้น อาจารย์ได้เรียกแพทย์ประจำบ้านปีที่ 3 เข้าไปพบ
 และบอกว่าไม่ให้บีบบังคับให้แพทย์ประจำบ้านปีที่ 1 ทำเช่นนั้น และหาวิถีทางอื่นในการหางบประมาณในการเลี้ยงอาหารว่าง
 ชัยรู้ว่าอาจารย์รู้เรื่องทั้งหมดตั้งแต่แรกว่ามีการทำอย่างนี้ และสนับสนุนให้แพทย์ประจำบ้านทำอย่างนั้น

หลังจากนั้นชัยบอกว่ารุ่นพี่มองเขาแปลกๆ และบางคนบอกว่ารู้นะว่าเป็นเพราะเขาที่ทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่
 และพูดเหมือนรู้ด้วยว่าเป็นตัวผมที่เอาเรื่องนี้ไปบอกคณบดี แต่ชัยก็บอกว่า ถ้าเป็นแบบนี้เขาก็สบายใจ
 เพราะเขาจะอยู่ในภาควิชานี้แค่ปี 1 ปีต่อไปเขาต้องหมุนไปอยู่ภาควิชาที่เขาสมัครไปเรียนโดยตรง
 แต่เขาเป็นห่วงผม เพราะดูเหมือนผมอาจจะมีศัตรูเพิ่มขึ้น
 แต่ผมบอกว่าผมไม่กลัวหรอก เพราะผมไม่ได้ไปเรียนที่นั่น และพวกเขาก็คงทำอะไรผมไม่ได้
 นอกจากจะเก็บความแค้นนั้นไว้ ซึ่งความแค้นนั้นคงจะเผาใจของเขามากกว่า

 วงการแพทย์ กับบริษัทยาดูเหมือนเป็นของคู่กัน ที่พึ่งพิงอิงแอบกัน โดยมีหลายเรื่องราวที่แม้ว่าจะผิดจรรยาบรรณในวิชาชีพแต่ก็ยังมีการละเมิดกัน
 จนดูเหมือนจะเป็นเรื่องปกติ สมัยที่ผมยังเป็นนักศึกษาแพทย์ปี 5 เคยมีพี่พยาบาลคนหนึ่งเขียนจดหมายมาเล่าให้รุ่นพี่ผมคนหนึ่งฟังว่า
 เธอทำงานในโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่งในภาคอีสาน ซึ่งผู้อำนวยการรับเงินเปอร์เซ็นต์จากบริษัทยา
 ทำให้มีการสั่งยาบางตัวจำนวนมากแต่ใช้ไม่หมด จนยาหมดอายุไปก่อน
ในหนังสือ
 “ผิดเป็นครู” ซึ่งรวบรวมคดีที่ถูกสอบสวนโดยแพทยสภา มีคดีหนึ่งซึ่งมีหมอคนหนึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลอำเภอ
 และสั่งยาจำนวนมากก่อนไปเรียนต่อ และได้รับรถยนต์คันหนึ่งเป็นบรรณาการจากบริษัทยา ทิ้งยากองโตที่ใช้ไม่หมดและหนี้จำนวนมากไว้ให้กับโรงพยาบาล

 หลายกรณีที่มีคนบอกว่า
 อาจารย์โรงเรียนแพทย์บางคนไปประชุมต่างประเทศบ่อยๆด้วยเงินบริษัทยา จัดประชุมอบรมวิชาการที่บอกว่ายาใหม่ตัวนั้นเป็นยาที่น่าใช้ด้วยเงินบริษัทยา
 มีเรื่องเล่าที่ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่ว่า หมอบางคนมักจะไปกินข้าวกับดีเทลยาผู้หญิงสาวสวยบ่อยๆ
 และอาจมีอะไรมากกว่านั้น ถ้ามีการสนับสนุนให้ยาใหม่เข้าไปอยู่ในบัญชียาโรงพยาบาล หรือมีการสั่งใช้ยาจำนวนมาก

 จนมาถึงเรื่องราวที่ดังกระฉ่อนวงการแพทย์และสังคมไทย คือกรณีทุจริตยา 1,400
 ล้านบาทที่ทำให้คุณรักเกียรติ สุขธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นติดคุก กรณีนั้นมีแพทย์หลายคนที่เกี่ยวข้อง
 ทั้งเป็นคนชงเรื่อง ประสานงานให้ ดำเนินการต่างๆโดยความเชื่อที่ว่า มันก็เป็นอย่างนี้แหละ เราอยู่ในระบบที่ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้
 ก็ต้องทำไป นักการเมืองนั่นแหละผิด แพทย์เราก็แค่ทำตามเขาไปก็เท่านั้น ถ้าเราไม่ทำ คนอื่นก็ทำ

จากเรื่องราวเล็ก จนถึงเรื่องคอรัปชั่นใหญ่ระดับประเทศ  ทำให้ผมมานั่งคิดและสรุปเอาเองว่า
 ก็เพราะปากกาด้ามเล็กๆ  และกระดาษทิชชูในกล่องที่มีชื่อการค้านั้นไม่ใช่หรือ ที่เป็นจุดเริ่มต้น ที่ทำให้เรารู้สึกว่า
 ก็เราทำงานหนัก ก็เราทุ่มเทให้กับคนไข้ ค่าตอบแทนที่ได้ก็น้อยจนไม่คุ้มกันเลย ของจากบริษัทยาเล็กๆน้อยๆนั้นก็เป็นสิทธิอันชอบธรรมที่แพทย์เราสมควรจะได้มิใช่หรือ

 การรับสิ่งของเล็กๆที่ดูเหมือนไม่มีค่า ได้เติบโตมาจนถึงการรับของในห้องพักแพทย์
 เปอร์เซ็นต์ยา อาหารว่าง รถยนต์ ดีเทลยา และทุจริตยา มันช่างเติบโตได้รวดเร็วนัก เมื่อเมล็ดของมันได้งอกในจิตใจของมนุษย์ที่มีความโลภเป็นปุ๋ยอันอุดม
 สมดุลระหว่างจริยธรรมแห่งวงการแพทย์และผลประโยชน์ของบริษัทยาจะยังเป็นสิ่งที่แพทย์เราต้องค้นหาและแก้ปัญหากันต่อไป
 ตราบเท่าที่เรายังหวังว่าวงการแพทย์จะเป็นวงการอันศักดิ์สิทธิ์ที่สังคมเชื่อถือ

 แต่สำหรับผมแล้วเรื่องราวเหล่านี้ทำให้ผมได้เรียนรู้ว่าไม่มีอะไรในโลกนี้ได้มาฟรีๆ เมื่อเราได้ของบางอย่างมาฟรีๆ
 เราก็อาจต้องแลกด้วยการเสียของบางอย่างไปเช่นกัน และบางครั้งสิ่งที่ต้องเสียไปอาจจะไม่ใช่สิ่งของ แต่อาจเป็น ความเป็นแพทย์และความเป็นมนุษย์ของตัวเรานี่เอง

สมาชิกต่อไปนี้ให้ Gift คุณ:

THE_DUTCHESS, ton_ten, [_possible_], Cannula Lm, TAKO, ◕ KnⓄT ◕, JuNNeR, MOonLigHt

บันทึกการเข้า

THE_DUTCHESS
Medicine 37th KKU
อะมีบาสีชมพู
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 54

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 8
-เขาให้: 27


I'm a Diva!!!


« ตอบ #1 เมื่อ: 14 กุมภาพันธ์ 2010, 12:45:11 »

อ่านแล้วเกิดปัญญาและจรรญาขึ้นมาเลยง่ะ
บันทึกการเข้า

If there's the heaven  really, can they give me my true soulmate?
MIUTANTO
Medicine 36th KKU
ไวรัสน้อยระริกระรี้
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 20

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 0
-เขาให้: 0



« ตอบ #2 เมื่อ: 14 กุมภาพันธ์ 2010, 13:35:17 »

โอ้ววววว  สุดยอดไปเลย อยากให้มาอ่านกันเยอะๆ
บันทึกการเข้า
~[P]iXyParNjai*
Medicine 37th KKU
พยาธิตัวตืดไขมันต่ำ
*
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: หญิง
กระทู้: 97

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 28
-เขาให้: 29



« ตอบ #3 เมื่อ: 14 กุมภาพันธ์ 2010, 17:09:42 »

เหอะๆ
จิงเนอะ ไม่กล้ารับของเเล้วง่า

เเต่ของบริษัทยามันน่ารักจิงๆนะ
เทปใสรูปเข็มฉีดยา
แฟ้ม สมุด ฯลฯ มีเเต่น่ารักๆ

เง่ออ ไม่รู้ ไม่เคยคิดเลย ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ขนาดนี้
บันทึกการเข้า

L e t    i t     b e   .....
Cannula Lm
Medicine 38th KKU
ขี้เกี้ยมหางขาด
**
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 259

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 74
-เขาให้: 22


''นางฟ้า น่ารัก แก้มบวมมม''


« ตอบ #4 เมื่อ: 21 กันยายน 2010, 23:18:01 »

^^'
. .มันเปนยังงี้จริงๆ ล่ะ . .เฮ้อ. .ดูในหนังยังเจอเยย. .><
บันทึกการเข้า

◕ KnⓄT ◕
Medicine 38th KKU
น้องของคานคาก
***
ออฟไลน์ ออฟไลน์

เพศ: ชาย
กระทู้: 332

ถูกใจให้ Gift
-ให้เขา: 72
-เขาให้: 119


น็อต 68


« ตอบ #5 เมื่อ: 3 ตุลาคม 2010, 10:17:29 »

อืม สลด
บันทึกการเข้า

ไสหัวไป!! ไสหัวไป!!
แจกเกมส์เล่นๆ
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
` MeDicinE KKU Community `หน้าพระรูปMED-REVIEWSหัวข้อ: FW:จากกล่องทิชชู่สู่การคอรัปชั่นในวงการแพทย์ ลองอ่านดู
กระโดดไป:  


Visitors counter
Since 6 March 2007